Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

5.5 หมื่นล้านดอลลาร์เงินทุนญี่ปุ่นอาจไหลกลับประเทศ แบล็คร็อคชี้เสี่ยงกดดันบอนด์สหรัฐฯ

เคาน์เตอร์แลกเปลี่ยนเงินตราที่วางธนบัตรเยนและใบพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ / TokenPost.ai (macro)

หากเงินลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นราว 5% ไหลกลับประเทศ มูลค่าอาจสูงถึงประมาณ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 73.755 ล้านล้านวอนเกาหลีใต้) ซึ่งอาจกดดันความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และดันต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐฯ ให้สูงขึ้น จากการวิเคราะห์ล่าสุด

แบล็คร็อค ผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ระดับโลก ระบุในรายงานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 กันยายน (เวลาท้องถิ่น) ว่า การรีเซ็ตอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอาจส่งผลกระทบข้ามพรมแดนไปยังตลาดพันธบัตรทั่วโลก โดยระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีที่ปรับขึ้นมาแตะระดับประมาณ 3% ทำให้พันธบัตรในประเทศของญี่ปุ่นน่าสนใจกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เมื่อคิดรวมต้นทุนการแปลงค่าเงินเยนแล้ว

ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกเงินทุนรายใหญ่ของโลกมานานหลายสิบปี จากนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษที่ทำให้เงินทุนไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศต่อเนื่อง แบล็คร็อคระบุว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,475.1 ล้านล้านวอนเกาหลีใต้)

เมื่ออัตราดอกเบี้ยในประเทศญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนมีแนวโน้มจะเลือกถือสินทรัพย์ในประเทศมากกว่าพันธบัตรต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ใหม่อ่อนแรงลงตามไปด้วย

แบล็คร็อคประเมินสถานการณ์สมมติว่า หากเงินลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นราว 5% ไหลกลับประเทศ จะมีเม็ดเงินเคลื่อนย้ายประมาณ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของยอดเพิ่มขึ้นของการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยนักลงทุนต่างชาติในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

แบล็คร็อคระบุในรายงานว่า แม้เงินทุนก้อนใหญ่จะยังไม่ไหลกลับจริงในทันที แต่การเคลื่อนย้ายเงินทุนในระดับนี้ก็มีนัยสำคัญในแง่ของการแข่งขันด้านเงินทุนระหว่างประเทศ

จากการวิเคราะห์ ความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อกันผ่านค่าเงินและกระแสเงินทุน หากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ปรับขึ้น เงินเยนอาจอ่อนค่าลง และอาจกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) ต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติม

ในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นปรับขึ้น เงินลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นอาจไหลกลับประเทศ ทำให้ความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อ่อนแรงลง และต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐฯ สูงขึ้นตามไปด้วย แบล็คร็อคอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น ‘ฟีดแบ็กลูป’ ระหว่างตลาดพันธบัตรของทั้งสองประเทศ

‘ฟีดแบ็กลูป’ หมายถึงปรากฏการณ์ที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศหนึ่งส่งผลต่อค่าเงินและกระแสเงินทุน จนกระทบไปถึงอุปสงค์อุปทานพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยของอีกประเทศหนึ่ง ความเห็นนี้สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ แต่อาจส่งผลต่อตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านเงินทุนทั่วโลกด้วย

ผลสำรวจการถือครองหลักทรัพย์สหรัฐฯ โดยนักลงทุนต่างชาติของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2025 ระบุว่า ญี่ปุ่นถือครองพันธบัตรระยะยาวและหุ้นสหรัฐฯ รวมกันราว 2.883 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,866 ล้านล้านวอนเกาหลีใต้) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุด โดยในจำนวนนี้เป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประมาณ 1.024 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,373 ล้านล้านวอนเกาหลีใต้)

ข้อมูลของแบล็คร็อคและสถิติของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีช่วงเวลาและเกณฑ์การเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำตัวเลขทั้งสองชุดมาเทียบกันโดยตรงได้ แต่ทั้งสองแหล่งข้อมูลต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

แวนการ์ด ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 1 กันยายน ว่า การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอาจทำให้ความต้องการพันธบัตรต่างประเทศของนักลงทุนญี่ปุ่นลดลง และอาจบั่นทอนฐานอุปสงค์หลักของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม แวนการ์ดมองว่าขนาดการไหลกลับของเงินทุนที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับระดับอัตราดอกเบี้ย ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน และจังหวะการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น

‘ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน’ หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในการลงทุนสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศ แม้ผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศของญี่ปุ่นจะปรับสูงขึ้น แต่หากต้นทุนป้องกันความเสี่ยงค่าเงินและมุมมองต่อค่าเงินเยนยังเอื้ออำนวย นักลงทุนบางส่วนก็ยังมีแรงจูงใจที่จะถือพันธบัตรต่างประเทศต่อไป

แบล็คร็อคระบุว่า ยังต้องจับตาความเป็นไปได้ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจะปรับขึ้นต่อเนื่อง แต่ย้ำว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทในระดับเดียวกัน โดยผลกระทบที่แท้จริงต่อตลาดจะขึ้นอยู่กับขนาดการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นและมาตรการต่อเนื่องของธนาคารกลางญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้ มีการวิเคราะห์ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีที่ทะลุ 3% กำลังจุดกระแสถกเถียงเรื่องการไหลกลับของเงินทุนต่างประเทศ ขณะที่รายงานฉบับนี้ของแบล็คร็อคได้ชี้ให้เห็นเส้นทางที่การไหลกลับของเงินทุนอาจส่งผลต่ออุปสงค์พันธบัตรและต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐฯ ต่อจากนี้ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่น ต้นทุนป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน และกระแสการซื้อขายพันธบัตรต่างประเทศจริง จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของขนาดการไหลกลับของเงินทุนในระยะต่อไป

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1