ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีที่ขยับขึ้นใกล้ระดับ 3% กำลังจุดประเด็นว่าการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) อาจทำให้เงินทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นไหลกลับประเทศ และกดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
สถาบันวิจัยการลงทุนแบล็กร็อกระบุในบทวิเคราะห์รายสัปดาห์เมื่อวันที่ 9 (เวลาท้องถิ่น) ว่า การปรับฐานดอกเบี้ยของญี่ปุ่นมีโอกาสส่งผลกระทบต่อตลาดพันธบัตรต่างประเทศ โดย เว่ย ลี(Wei Li) หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกของแบล็กร็อก และทีมงาน ระบุว่า “ผลกระทบที่ลุกลามนี้มีความเป็นไปได้จริง” พร้อมชี้ว่าตลาดพันธบัตรกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะเกิดวงจรป้อนกลับ ซึ่งสะท้อนว่าแรงกดดันจากฝั่งญี่ปุ่นอาจไม่ได้จบอยู่แค่ในประเทศ
แบล็กร็อกอธิบายว่า ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3% นั้น สูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ประมาณ 2% หลังหักค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนแล้ว พูดง่ายๆ คือสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่น แม้จะลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว การถือพันธบัตรในประเทศก็ยังให้ผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรต่างประเทศ
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 30 ปีพุ่งขึ้นไปแตะ 4.18% ขณะที่รุ่นอายุ 10 ปีปรับขึ้นแล้วประมาณ 90 basis point นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ยิ่งผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นสูงขึ้นเท่าไหร่ พันธบัตรต่างประเทศอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยิ่งต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดเงินทุนจากญี่ปุ่นให้อยู่ต่อ
ที่ผ่านมานักลงทุนญี่ปุ่นเข้าซื้อพันธบัตรต่างประเทศต่อเนื่อง เพราะผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศอยู่ในระดับต่ำมานาน แต่แบล็กร็อกมองว่า เมื่อดอกเบี้ยในประเทศญี่ปุ่นปรับขึ้น ความต้องการซื้อพันธบัตรต่างประเทศรอบใหม่จะอ่อนแรงลง และเงินทุนบางส่วนอาจไหลกลับเข้าประเทศ
ญี่ปุ่นถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ราว 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของตลาดนี้ แบล็กร็อกระบุว่า แม้เงินทุนญี่ปุ่นจะไม่ไหลกลับครั้งใหญ่ในคราวเดียว แต่ก็มีโอกาสส่งผลต่อความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้
แบล็กร็อกยกตัวอย่างว่า หากเงินทุนญี่ปุ่นเพียง 5% ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่เคลื่อนย้ายออก จะมีมูลค่าราว 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณหนึ่งในสี่ของยอดถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และคิดเป็นประมาณ 7% ของยอดกู้ยืมสุทธิที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดการณ์ไว้สำหรับไตรมาสดังกล่าว
ทิศทางเงินเยนก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญ หากเงินเยนยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง และทางการญี่ปุ่นตัดสินใจขายสินทรัพย์ต่างประเทศ รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อพยุงค่าเงิน ก็อาจยิ่งดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับขึ้นต่อ และเมื่อดอกเบี้ยสหรัฐฯ สูงขึ้น ก็อาจย้อนกลับมากดดันให้เงินเยนอ่อนค่าลงอีก พร้อมเพิ่มแรงกดดันให้ BOJ ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม กลายเป็นวงจรที่วนกลับไปกลับมา
อย่างไรก็ตาม การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ก็มีข้อจำกัดอยู่เช่นกัน แม้ราคาสินค้าและค่าจ้างที่ปรับสูงขึ้นจะเพิ่มความจำเป็นในการคุมเข้มนโยบายการเงิน แต่การขยายงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลและหนี้สาธารณะที่สูงกว่า 2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ก็ทำให้ภาระทางการคลังจากการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในส่วนของมุมมองการลงทุน แบล็กร็อกยังคงระมัดระวังต่อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น เนื่องจากมีโอกาสที่ผลตอบแทนจะปรับขึ้นต่อ แต่ระบุว่าดอกเบี้ยขาขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงเสมอไป โดยมองว่าหุ้นญี่ปุ่นยังพอมีโอกาส แต่นักลงทุนควรเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังเป็นรายตัว
ทิศทางนโยบายของ BOJ ไม่ได้ส่งผลแค่ต่อค่าเงินเยนและตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังโยงไปถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลกด้วย ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีทะลุ 3% จนเกิดกระแสถกเถียงเรื่องเงินทุนไหลกลับจากต่างประเทศ มาแล้ว
ผลกระทบที่แท้จริงต่อความต้องการพันธบัตรต่างประเทศและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะขึ้นอยู่กับความเร็วในการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ และทิศทางเงินเยนในระยะถัดไป ขณะที่ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) ของสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยในวันที่ 11 นี้
ความคิดเห็น 0