จำนวนกระเป๋า ‘วาฬบิตคอยน์(BTC)’ กำลังเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยกระเป๋าที่ถือครองอย่างน้อย ‘100BTC’ กำลังจะทะลุระดับ 2 หมื่นใบ ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นสัญญาณว่าความเชื่อมั่นของผู้ถือรายใหญ่กำลังฟื้นตัวอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางราคาที่ปรับฐานลงมาลึกจากจุดสูงสุดเดิม
ตามข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ออนเชน แซนติเมนต์(Santiment) ณ วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จำนวนกระเป๋าที่ถืออย่างน้อย 100BTC อยู่ที่ 19,993 ใบ แซนติเมนต์ระบุผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์(X) ว่า หากเป็นไปตามจังหวะปัจจุบัน ภายในวันศุกร์ตัวเลขนี้อาจทะลุ 20,000 ใบได้ และมองระดับนี้เป็นเหมือน ‘หมุดหมาย’ ที่ควรจับตา
เมื่อคำนวณจากราคาในตลาดขณะนี้ 100BTC มีมูลค่าราว 6.71 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9,660 ล้านบาท (คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ต่อ 1,440.10 วอนตามข้อมูลต้นทาง) นั่นหมายความว่า มีนักลงทุนที่ถือครองบิตคอยน์(BTC) ในระดับ ‘วาฬ’ ใกล้แตะหลัก 2 หมื่นรายแล้ว
แซนติเมนต์ชี้ว่า แก่นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวน ‘รายใหญ่’ เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือสิ่งที่การเพิ่มขึ้นนี้บอกเราถึง ‘โครงสร้างการกระจายตัวของการถือครอง’ ยิ่งจำนวนกระเป๋าที่ถืออย่างน้อย 100BTC มีมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะท้อนว่าการถือครองในระดับวาฬกำลังกระจายตัว ออกจากการกระจุกอยู่กับผู้เล่นไม่กี่ราย
ในมุมมองของแซนติเมนต์ นี่คือสัญญาณของการที่ตลาดอยู่ในระดับใกล้ ‘จุดสูง’ โดยที่ไม่มีการ ‘กระจุกตัว(consolidation)’ ของอุปทานในมือไม่กี่รายมากจนเกินไป ‘คำอธิบาย’ คือ หากเหรียญไปกระจุกตัวอยู่กับผู้เล่นเพียง 1–2 รายมากเกินไป ความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกเขย่าด้วยดีลใหญ่เพียงครั้งเดียวก็จะสูงขึ้น แต่เมื่อการถือครองถูก ‘กระจาย’ ในหมู่กระเป๋าวาฬจำนวนมากขึ้น โอกาสเกิดความผันผวนจากแรงขายก้อนเดียวก็ลดลง ซึ่งมีนัยเชิงบวกต่อ ‘สุขภาพ’ ของตลาดโดยรวม
ด้านราคา บิตคอยน์(BTC) ปัจจุบันซื้อขายอยู่บริเวณ 68,150 ดอลลาร์ต่อเหรียญ หรือราว 9.819 ล้านบาท ส่วนต่างจากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ประมาณ 126,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน อยู่ที่ราว ‘ติดลบ 45%’ ทำให้ภาพรวมยังชัดเจนว่าอยู่ในช่วงปรับฐานลงแรงจากจุดพีก
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ราคาย่อลึกเช่นนี้ มักถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้เล่นรายใหญ่ใช้ทยอย ‘สะสมของ’ ตามสถิติในรอบก่อน ๆ ‘ความคิดเห็น’ ของนักวิเคราะห์ออนเชนจำนวนมากจึงมองตรงกันว่า การที่จำนวนกระเป๋าที่ถืออย่างน้อย 100BTC เพิ่มขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขแห้ง ๆ แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในสมดุลอุปสงค์–อุปทานของตลาด
ถึงอย่างนั้น แซนติเมนต์ก็ใส่ ‘หมายเหตุ’ กำกับไว้อย่างชัดเจน ว่าต่อให้จำนวนกระเป๋า 100BTC+ เพิ่มขึ้น แต่ ‘สัดส่วนการถือครองรวม’ ของกลุ่มกระเป๋าเหล่านี้เมื่อเทียบกับอุปทานบิตคอยน์(BTC) ทั้งหมดยังไม่ได้ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งตีความได้ว่า ขณะที่มีกระเป๋าใหม่ ๆ ทยอยไต่ระดับขึ้นมาถึงเกณฑ์ 100BTC ในเวลาเดียวกันก็มี ‘นักลงทุนระยะยาว’ บางส่วนทยอยขายทำกำไรออกมา
แซนติเมนต์มองว่า ภาพนี้คือหนึ่งในเหตุผลที่ราคา ‘ยังถูกกดไว้’ กล่าวคือ ฝั่งซื้อมีจริง ฝั่งขายก็มีจริง และในจังหวะปัจจุบัน แรงของทั้งสองฝั่งยัง ‘หักล้างกัน’ จนทำให้การรีบาวด์ของราคายังถูกจำกัด ไม่สามารถดีดขึ้นแรงแบบเทรนด์ขาขึ้นรอบก่อน ๆ
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดกับแรงขายจาก ‘เจ้าตลาดรุ่นเก่า’ หรือผู้ที่สะสมบิตคอยน์(BTC) มาตั้งแต่ช่วงราคาไม่กี่ร้อย–ไม่กี่พันดอลลาร์ ซึ่งการทยอยขายทำกำไรของกลุ่มนี้ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแรงกดดันสำคัญที่ถ่วงราคาให้ไม่สามารถไปต่อได้อย่างราบรื่น
วิล คลีเมนเต(Will Clemente) นักวิเคราะห์บิตคอยน์ชื่อดัง เคยประเมินเมื่อเดือนมกราคมว่า ฝั่งผู้ถือระยะยาวดูเหมือนจะ ‘เริ่มชะลอ’ การเทขายเชิงรุกลงชั่วคราว ซึ่งหากแนวโน้มนี้เดินหน้าต่อไป ประกอบกับจำนวนกระเป๋าที่ถืออย่างน้อย 100BTC เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ ‘จุดสมดุล’ ระหว่างแรงซื้อ–แรงขายเริ่มค่อย ๆ ขยับ
การที่จำนวนกระเป๋า 100BTC+ ทะลุ 2 หมื่นใบคงไม่สามารถเปลี่ยนภาพตลาดในชั่วข้ามคืน บิตคอยน์(BTC) ยังซื้อขายกันที่ระดับต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมอยู่มาก และการดึงเชือกระหว่าง ‘เม็ดเงินใหม่’ กับ ‘การขายของรายเก่า’ ก็ยังดำเนินต่อไป ‘คำถาม’ ที่เปิดอยู่ในเวลานี้คือ สมดุลที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปในข้อมูลกระเป๋า จะถูกสะท้อนกลับเข้ามาในกราฟราคา ‘เมื่อไหร่’ มากกว่าจะเป็นคำถามว่า ‘จะเกิดขึ้นหรือไม่’
ความคิดเห็น 0