อีเธอเรียม(ETH) กำลังก้าวข้ามภาพจำเดิมในฐานะ ‘เชนดีไฟ(DeFi·การเงินแบบกระจายอำนาจ)’ สู่การเป็นศูนย์กลางของ ‘เอเจนต์ AI บนเชน(온체인 AI 에이전트)’ อย่างรวดเร็ว ด้วยข้อได้เปรียบด้านสภาพคล่อง สัญญาอัจฉริยะที่ถูกใช้งานจริงและผ่านการพิสูจน์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ลึก ทำให้หลายฝ่ายมองว่าอำนาจเครือข่ายของอีเธอเรียมในรอบนี้เอนเอียงไปทาง ‘การเติบโตเชิงโครงสร้าง’ มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
อีเธอเรียมกำลังถูกจับตามองในฐานะ ‘ฮับของเอเจนต์ AI บนเชน’ ท่ามกลางกระแสแข่งขันด้าน AI เอเจนต์ในวงการบล็อกเชนที่เริ่มเดือดขึ้นอย่างจริงจัง รายงานล่าสุดชี้ว่า อีเธอเรียมกำลังกลายเป็น ‘ศูนย์กลางหลัก’ ของเอเจนต์ AI บนเชน และกำลังขยายบทบาทจากระบบนิเวศที่เคยเน้นดีไฟไปสู่เลเยอร์โครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจแบบอัตโนมัติ
จากข้อมูลที่แชร์โดย เลออน ไวด์มันน์(Leon Waidmann) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและนักวิเคราะห์ข้อมูลของ ลิสก์(Lisk) ระบุว่า จำนวนเอเจนต์ AI บนเครือข่ายอีเธอเรียมอยู่ที่ 27,315 ตัว ขณะที่เชนหลักอื่น ๆ มีตัวเลขเรียงตามลำดับดังนี้ เบส(Base) 19,499 ตัว, โมนาด(Monad) 8,348 ตัว, เมกาอีเธอเรียม(MegaETH) 8,150 ตัว และบีเอ็นบี สมาร์ตเชน(BNB Smart Chain) 6,689 ตัว เทียบเฉพาะตัวเลขดิบ อีเธอเรียมจึงรองรับเอเจนต์ AI มากกว่าเครือข่ายอันดับ 2 ราว ‘40%’ ซึ่งสะท้อนความหนาแน่นของกิจกรรมบนเชนได้ชัดเจน
แต่หากมองภาพกว้างกว่า ‘เชนเดียว’ ตัวเลขนี้อาจยิ่งทิ้งห่าง เมื่อพิจารณาว่า เบส, อาร์บิทรัม(ARB), สโครล(Scroll), ลิเนีย(Linea) และเมกาอีเธอเรียม ต่างถูกจัดอยู่ในกลุ่มเลเยอร์2 (L2) ของอีเธอเรียม นั่นหมายความว่า หากมองในมุมของ ‘ระบบนิเวศอีเธอเรียมทั้งหมด’ จะตีความได้ว่า เอเจนต์ AI บนเชนส่วนใหญ่กำลังทำงานอยู่ในฝั่งอีเธอเรียมเป็นหลัก
ไวด์มันน์อธิบายว่า ‘เอเจนต์ AI มักจะไปอยู่ในที่ที่มีสภาพคล่อง และที่ที่สัญญาอัจฉริยะถูกใช้งานจริงในสนามรบ (battle-tested)’ พร้อมเสริมว่า อีเธอเรียมคือเครือข่ายที่มี ‘โครงสร้างพื้นฐานลึกที่สุด’ และ ‘เอฟเฟกต์เครือข่าย’ แข็งแรงที่สุด ทำให้เกิดข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ยากจะเลียนแบบ
ขณะเดียวกัน ฝั่งบริษัทเอกชนก็เริ่มขยับตัวในทิศทางเดียวกัน บีเอ็มเอ็นอาร์ บูลส์(BMNR Bullz) เปิดเผยผ่าน X (เดิมทวิตเตอร์) ว่า บิทไมน์ อีเมอร์ชัน(Bitmine Immersion) กำลังวางตำแหน่งธุรกิจให้สอดรับกับ ‘ก้าวถัดไปของอีเธอเรียม’ และคลื่นการเติบโตของเอเจนต์ AI บนเชนโดยตรง
สมมติฐานตั้งต้นของพวกเขาเรียบง่ายแต่ชัดเจน: อินเทอร์เน็ตกำลังเปลี่ยนจาก ‘เครือข่ายส่งข้อมูล’ เป็น ‘เครือข่ายส่งมูลค่า’ และในกระบวนการนี้ ‘บล็อกเชน–สเตเบิลคอยน์–AI’ จะไม่ใช่เทรนด์แยกส่วน แต่ค่อย ๆ บรรจบกันเป็น ‘ระบบเศรษฐกิจแบบโปรแกรมได้ (programmable economy)’ กล่าวคือ การทำธุรกรรม การชำระเงิน และการจัดสรรทุนกำลังย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์ในรูปแบบเนทีฟ ทำให้เอเจนต์ AI ที่ทำหน้าที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องมี ‘ฐานโครงสร้างบนเชน’ รองรับ
มีการประเมินกันว่า ในอนาคตอาจมีเอเจนต์ AI ตั้งแต่หลัก ‘หลายพันล้าน’ ไปจนถึง ‘หลายหมื่นล้าน’ ตัวที่โต้ตอบกันบนอินเทอร์เน็ตและทำหน้าที่เชิงเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่โลกต้องการในสภาวะนั้นจะไม่ใช่โครงสร้างการเงินแบบเดิม แต่คือ ‘เงินที่โปรแกรมได้ (programmable money)’, ระบบ ‘โอเพ่นเซ็ตเทิลเมนต์(open settlement)’ และ ‘โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นกลาง’ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกมองว่าบรรจบกันอยู่บนอีเธอเรียม
บิทไมน์มองภาพรวมนี้ว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ ‘โครงสร้างเอื้อประโยชน์ต่ออีเธอเรียมในเชิงบูลลิช’ และออกแบบธุรกิจให้ผูกกับทิศทางดังกล่าว พวกเขาระบุว่าถือครองอีเธอเรียมราว 4.4 ล้าน ETH คิดเป็นประมาณ 3.7% ของอุปทานทั้งหมด พร้อมย้ำว่าไม่มีภาระหนี้ ทำให้ไม่ถูกบีบขาย (forced sell) ตลอดทั้งวัฏจักรราคา และสามารถเก็บสภาพคล่องไว้ใช้สะสมเหรียญในช่วงตลาดขาลงได้
การถือครองไม่ได้หยุดแค่เก็บไว้เฉย ๆ บิทไมน์ยังเดินหน้าปักหมุดด้านสเตกกิงอย่างจริงจัง โดยอ้างว่าล็อกอีเธอเรียมราว 3 ล้าน ETH ในรูปแบบสเตกกิงเพื่อสร้าง ‘ผลตอบแทนเนทีฟ(yield)’ จากเครือข่ายโดยตรง จากนั้นจึงต่อยอดด้วยการพัฒนาเครือข่ายสเตกกิงและวาลิเดเตอร์ในชื่อ ‘MAVAN’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ และมีเป้าหมายขยายไปถึงการรับสเตกกิงคริปโตของบริษัทอื่นในระยะยาว บริษัทระบุว่ากลยุทธ์นี้จะช่วยให้ตนเองมีน้ำหนักมากขึ้นทั้งในรอบการเติบโตถัดไปของอีเธอเรียม และในเลเยอร์โครงสร้างพื้นฐานของเอเจนต์ AI บนเชน
ทิศทางที่อีเธอเรียมเลือกโอบรับ ‘AI บนเชน’ ในฐานะพลังขับเคลื่อนการเติบโตหลังยุคดีไฟ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ‘การแย่งชิงความเป็นใหญ่ของเครือข่ายหลัก’ กำลังขยับจากการเล่นธีมระยะสั้นไปสู่การแข่งขันระดับโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ระบบนิเวศเอเจนต์ AI ยังอยู่ในระยะตั้งไข่ ปัจจัยอย่างระดับความสุกงอมของเทคโนโลยีของแต่ละเชน การไหลเข้าของนักพัฒนา และโมเดลสร้างรายได้จริง ๆ ที่พิสูจน์ได้ว่าจะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด และอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดจุดเปลี่ยนของการแข่งขันในรอบต่อไปของ ‘อีเธอเรียม’ และสงครามโครงสร้างพื้นฐานบนเชนโดยรวม
ความคิดเห็น 0