หากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย *ราคาบิตคอยน์(BTC) อาจร่วงลงมากถึง 80%* ตามคำเตือนของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค เฮนริก ซีเบิร์ก(Henrik Zeberg) โดยเขาระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า "แรงกระแทกด้านอุปสงค์ที่มีรากฐานลึกกว่าปัจจัยทางเทคนิค จะดูดสภาพคล่องของตลาดอย่างรวดเร็ว" พร้อมตั้งคำถามถึงความเชื่อมั่นใน ETF การขยายตัวของเงินสกุลทั่วไป และแนวคิดเรื่องความหายากทางดิจิทัลซึ่งเป็นฐานของภาวะกระทิง
ซีเบิร์กเสนอว่า การปรับตัวขึ้นของบิตคอยน์รอบนี้เป็นเพียง *ปรากฏการณ์ในภาวะสภาพคล่องสูง* โดยเตือนว่า “ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันต้องพึ่งพาสภาพคล่องอย่างหนัก แต่เมื่อเข้าสู่ภาวะถดถอย อุปสงค์ที่หดตัวอย่างรุนแรงจะเป็นตัวจุดชนวนให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์แทบทุกประเภท” ซึ่งแตกต่างจากมุมมองของนักลงทุน แอนโทนี พอมพลิอาโน(Anthony Pompliano) ที่มองว่าสาเหตุหลักมาจากการสิ้นสุดของมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ
ต่อมา เมื่อมีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า “ตลาดคริปโตทั้งหมดอาจปรับฐานถึง *80% ภายในปี 2026*” ซีเบิร์กตอบรับเชิงบวก พร้อมแสดงการสนับสนุนต่อแนวคิดดังกล่าว โดยยกตัวอย่างกรณีที่บิตคอยน์เคยร่วงจาก *69,000 ดอลลาร์ (ราว 9.59 ล้านบาท)* ในปี 2021 ลงไปต่ำกว่า *16,000 ดอลลาร์ (ราว 2.22 ล้านบาท)* ซึ่งเป็นการปรับตัวลงถึง 75% และเขามองว่าเหตุการณ์เช่นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นอีก
ในปัจจุบัน บิตคอยน์อยู่ในช่วงแกว่งตัวบริเวณ *120,000 ดอลลาร์ (ราว 16.68 ล้านบาท)* โดยแม้ในทางเทคนิคยังคงส่งสัญญาณขาขึ้น แต่ช่องว่างระหว่างแท่งเทียนที่กระชับมากขึ้นรวมไปถึงปริมาณการซื้อขายที่ลดลง ยังสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในหมู่นักลงทุน นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐอาจกลับมาใช้นโยบายคุมเข้ม รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อราคาบิตคอยน์ให้สั่นคลอนมากขึ้น
สิ่งที่ทำให้การวิเคราะห์ของซีเบิร์กได้รับความสนใจ คือการโฟกัสไปที่ “*ปัจจัยสภาพคล่องแทนด้านเทคนิค*” โดยเขาเน้นว่าการร่วงของบิตคอยน์ไม่ได้เป็นเพราะเทคโนโลยีล้มเหลว แต่เป็นเพราะ “*เมื่อเม็ดเงินหายไป สินทรัพย์ก็ล้มตาม*” แนวคิดนี้เรียบง่ายแต่ตรงไปตรงมา ท่ามกลางสภาพตลาดที่ยังคง *เต็มไปด้วยความคาดหวังในเชิงบวก* สัญญาณเตือนจากซีเบิร์กจึงเป็นเหมือนคำเตือนให้แก่นักลงทุนกลับมาประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบอีกครั้ง
ความคิดเห็น 0