*ราคา ‘ไลต์คอยน์(LTC)’ พุ่งขึ้นกว่า 41% ในช่วง 1 เดือน หลัง MEI ฟาร์มาใช้เป็นสินทรัพย์ทุนสำรอง*
ไลต์คอยน์(LTC) กลายเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่น่าจับตามองในเดือนนี้ หลังราคาพุ่งขึ้นถึง 41% จากการที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ‘MEI ฟาร์มา’ ประกาศใช้ไลต์คอยน์เป็น *สินทรัพย์สำรองสำหรับองค์กร* ถือเป็นครั้งแรกในสหรัฐที่บริษัทนำเหรียญนี้มาใช้ในบริบทดังกล่าว
เมื่อวันที่ 24 MEI ฟาร์มา ได้เข้าซื้อไลต์คอยน์ประมาณ 930,000 เหรียญ ในราคาเฉลี่ย 107.58 ดอลลาร์ต่อเหรียญ หรือราว 14,950 บาท รวมเป็นมูลค่ากว่า 101 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,404 ล้านบาท) ถือเป็นการสร้าง *พอร์ตลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลระดับองค์กร* อย่างเป็นทางการครั้งแรกที่เกี่ยวข้องกับไลต์คอยน์ในสหรัฐ
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้คำแนะนำจาก *ผู้ก่อตั้งไลต์คอยน์* อย่าง ชาร์ลี ลี(Charlie Lee) และบริษัทด้านสภาพคล่องอย่าง GSR โดยชาร์ลี ลี กล่าวว่า “ไลต์คอยน์เป็นเงินดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่นสูงและมีความเป็น ‘กระจายศูนย์’ อย่างแท้จริง ซึ่งได้รับการพิสูจน์มาตลอดเวลา” พร้อมเสริมว่า “การที่องค์กรนำไลต์คอยน์มาใช้ในเชิงกลยุทธ์ เป็นอีกก้าวสำคัญที่จะทำให้ไลต์คอยน์มีบทบาทในระบบการเงินโลกมากขึ้น”
ในด้านมุมมองตลาด นักวิเคราะห์ก็เริ่มแสดงความเชื่อมั่นมากขึ้น ‘CryptoDios’ นักวิเคราะห์สายเทคนิค ระบุว่าโครงสร้างราคาปัจจุบันคล้ายช่วงเวลาก่อนการพุ่งขึ้น 5 เท่าในปี 2020 ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ชื่อ ‘Lucky’ ที่มีผู้ติดตามกว่า 2.2 ล้านคน ระบุ *ราคาเป้าหมายระยะสั้น* ที่ 150 ดอลลาร์ (ประมาณ 20,850 บาท) ขณะที่นักวิเคราะห์อีกคนชื่อ ‘Rain’ กล่าวเสริมว่า “การทะลุแนวต้าน 120 ดอลลาร์ (ราว 16,680 บาท) สะท้อนถึงแรงส่งขาขึ้นที่ยังแข็งแกร่ง” โดยประเมินว่าอาจได้เห็นไลต์คอยน์กลับไปแตะระดับ ‘สูงสุดตลอดกาล’ อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม สัญญาณทางเทคนิคเริ่มส่งสัญญาณระวัง โดยดัชนี *Relative Strength Index - RSI* ของไลต์คอยน์อยู่ที่ระดับ 71 สูงเกินระยะ ‘ซื้อเกินพิกัด’ ซึ่งอยู่ที่ 70 ขึ้นไป นอกจากนี้ ข้อมูลในช่วง 3 วันที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า *การไหลเข้าในกระดานเทรดแบบรวมศูนย์มากกว่าการไหลออก* อาจเป็นสัญญาณของแรงขายระยะสั้นที่เริ่มก่อตัว
*ความคิดเห็น*: แม้การเข้าลงทุนของสถาบันจะสร้างความเชื่อมั่นต่อไลต์คอยน์ระดับหนึ่ง แต่แนวโน้มระยะกลางจะขึ้นอยู่กับสองปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ‘แรงซื้อใหม่’ ที่ยังคงต้องตามมาอย่างต่อเนื่อง และ ‘ปริมาณการซื้อขาย’ ที่ต้องให้กำลังสนับสนุนเพียงพอ หากไม่เป็นเช่นนั้น การปรับฐานระยะสั้นอาจเกิดขึ้นเพื่อระบายแรงกดดันจากการเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไปในขณะนี้
ความคิดเห็น 0