บิตคอยน์(BTC) แม้จะเผชิญแรงขายหนักจากฝั่งกองทุน ETF ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม แต่กลับมีแรงซื้อจากภาคธุรกิจบางแห่งเข้ามาทดแทนอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะจากบริษัทจดทะเบียนที่ใช้บิตคอยน์เป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำรอง ซึ่งช่วยพยุงตลาดและลดผลกระทบของแรงขายระลอกนี้
เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสินทรัพย์จริงในสหรัฐมียอดถอนสุทธิสูงถึง *1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ* (ประมาณ 1.73 หมื่นล้านบาท) ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ถือบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์สำรองทางการเงิน (Public Bitcoin Treasuries) ได้ทยอยเข้าซื้อรวมกันประมาณ *4,869 BTC* ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว *552 ล้านดอลลาร์* (ราว 7.66 พันล้านบาท) หรือเกือบครึ่งหนึ่งของยอดถอนที่เกิดขึ้น
ในจำนวนนี้ บริษัทที่เคลื่อนไหวอย่างโดดเด่นที่สุดคือ ‘เมตาแพลนเน็ต’ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ซึ่งเข้าซื้อบิตคอยน์ไปถึง *463 BTC* หรือราว *54 ล้านดอลลาร์* (ประมาณ 750 ล้านบาท) กลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว
เหตุผลหลักที่อยู่เบื้องหลังแรงขายจาก ETF คือท่าทีเชิงเข้มงวดของคณะกรรมการตลาดเสรีของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) รวมถึงดัชนีเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ โดย *เจมส์ บัตเตอร์ฟิลล์* (James Butterfill) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัท CoinShares ระบุว่า ความเสี่ยงภายนอกเหล่านี้ ได้ฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้อ่อนตัวลง
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวม ตลาดยังถูกขับเคลื่อนด้วยดีมานด์มากกว่าซัพพลาย ข้อมูลจาก Glassnode บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน พบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงต้นสิงหาคม มีบิตคอยน์ถูกขุดขึ้นมาเพียง *98,503 BTC* แต่ในช่วงเวลาเดียวกันมีการดูดซับจาก ETF และบริษัทรวมกันถึง *524,670 BTC* ซึ่งมากกว่าจำนวนที่ถูกขุดถึง *5.3 เท่า* หากรวมประมาณการของจำนวนที่เหลือจะถูกขุดในปีนี้ การดูดซับของตลาดยังคงเร็วกว่าอัตราการผลิตราว *3 เท่า* นำไปสู่ภาวะ "ลดการหมุนเวียนของเหรียญ" หรือ *supply shock* อย่างมีนัยสำคัญ
แม้ราคาบิตคอยน์จะปรับลงชั่วคราวราว *4.2%* แต่ก็ยังทรงตัวเหนือระดับเฉลี่ย โดยต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่ *122,054.86 ดอลลาร์* เพียง *7.5%* แสดงให้เห็นว่า แรงซื้อจากภาคธุรกิจยังเป็นกำแพงรับแรงขายได้อย่างแข็งแกร่ง
สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้บิตคอยน์จะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น แต่การเข้ามาของเงินทุนจากภาคธุรกิจและสถาบันกำลังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้ราคาทรุดหนัก ภายใต้กรอบข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในฝั่งอุปทาน การมองบิตคอยน์ในฐานะ ‘สินทรัพย์ที่หายาก’ หรือ *Rare Asset* จึงกลายเป็นแนวโน้มที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในแวดวงการลงทุนทั่วโลก
ความคิดเห็น 0