เจพีมอร์แกนเตรียมพิจารณาให้บริการซื้อขายคริปโตสำหรับนักลงทุนสถาบัน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ หลายฝ่ายมองว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าเจพีมอร์แกนอาจเริ่มก้าวเข้าสู่โลกคริปโตอย่างจริงจัง
เมื่อวันที่ 23 ตามรายงานของ Bloomberg เจพีมอร์แกนอยู่ระหว่างการประเมินความเป็นไปได้ในการเปิดบริการซื้อขายคริปโตแบบ ‘สปอต’ และอนุพันธ์ แม้แผนงานยังอยู่ในขั้นตอนเบื้องต้นและยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน แต่แหล่งข่าวชี้ว่า ความต้องการของลูกค้าอาจเป็นตัวกระตุ้นให้โครงการนี้เกิดขึ้นจริง
*คำสำคัญ: บริการซื้อขายคริปโต, นักลงทุนสถาบัน, เจพีมอร์แกน*
เป็นที่น่าสนใจว่า เจพีมอร์แกนมีท่าทีที่ค่อนข้างแข็งกร้าวต่อบิตคอยน์(BTC) มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเจมี ไดมอน(Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่เปรียบบิตคอยน์ว่า “ไม่มีคุณค่าอะไร” อย่างไรก็ตาม ธนาคารเองกลับเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีบล็อกเชนมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เจพีมอร์แกนได้อำนวยความสะดวกในการออกพันธบัตรระยะสั้นบนบล็อกเชนของโซลานา(SOL) ให้กับบริษัทกาลักซี ดิจิทัล(Galaxy Digital)
นอกจากนี้ ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เจพีมอร์แกนยังออกกองทุนตลาดเงินรูปแบบโทเคนที่มีชื่อว่า ‘MONY Fund’ บนบล็อกเชนของอีเธอเรียม(ETH) โดยมีเป้าหมายเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่มีสินทรัพย์บริหารมากกว่า 5 ล้านดอลลาร์ สามารถเข้าร่วมกองทุนได้ด้วยเงินสดหรือสเตเบิลคอยน์ USDC ทั้งนี้ เจพีมอร์แกนยังคงจำกัดผลิตภัณฑ์ดิจิทัลให้อยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่แน่นหนา
ในงานสัมมนานักลงทุนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ไดมอนยืนยันว่าธนาคารจะไม่ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลเอง แต่จะเปิดโอกาสให้ลูกค้าซื้อบิตคอยน์ได้หากมีความต้องการ แสดงให้เห็นถึงการ ‘ยืดหยุ่น’ ทางยุทธศาสตร์ แม้ยังไม่ยอมรับคริปโตอย่างเต็มตัวก็ตาม
*ความคิดเห็น: แม้ซีอีโอจะยังไม่เปลี่ยนใจ แต่ทิศทางขององค์กรกำลังใกล้ชิดกับโลกคริปโตมากขึ้น*
ไม่เพียงแค่เจพีมอร์แกนเท่านั้น ธนาคารยักษ์ใหญ่อื่นของสหรัฐก็เริ่มขยับเข้าหาคริปโตเช่นกัน โดยมอร์แกน สแตนลีย์มีแผนเปิดให้ลูกค้าเทรดคริปโตบนแพลตฟอร์ม E*TRADE ช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคริปโตอย่าง Zero Hash ส่วนริก เวอร์สเตอร์(Rick Wurster) ซีอีโอของชาร์ลส์ ชวาบ เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผ่านการให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ลูกค้าของบริษัทประมาณ 20% ถือครองคริปโตอยู่แล้ว และบริษัทมีแผนเปิดบริการเทรดบิตคอยน์ในปี 2026
ความคึกคักนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ตั้งเป้าจะทำให้สหรัฐกลายเป็น ‘ศูนย์กลางของคริปโตระดับโลก’ ผ่านแนวทางส่งเสริมการลงทุนและจัดทำกรอบกำกับที่ชัดเจน แรงส่งจากภาครัฐเช่นนี้ ช่วยลดความคลุมเครือด้านกฎหมาย และเปิดทางให้สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมกล้าก้าวเข้าสู่โลกสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น
โจร์ดี บีเซอร์(Jordi Visser) นักกลยุทธ์รุ่นเก๋าของวอลล์สตรีต ก็เคยให้ความเห็นไว้เมื่อเดือนกันยายนว่า “ก่อนถึงปี 2025 สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมจะเริ่มจัดสรรเงินลงทุนเข้าสู่บิตคอยน์มากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในปี 2026”
ในแง่มุมตลาด บิตคอยน์ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ ระหว่างแนวรับที่ 85,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.26 ล้านบาท) และแนวต้านที่ 93,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.38 ล้านบาท) โดยเรย์ ยูเซฟ(Ray Youssef) ซีอีโอของ NoOnes มองว่า ราคาบิตคอยน์ตอนนี้ตอบสนองต่อปัจจัยมหภาคมากกว่าที่จะทำหน้าที่เป็น ‘ทองคำดิจิทัล’ โดยราคาขึ้นอยู่กับทิศทางของสภาพคล่อง การตั้งนโยบายที่ชัดเจน และความเสี่ยงที่นักลงทุนพร้อมรับ
ในส่วนของกองทุน ETF บิตคอยน์ประเภทสปอตของสหรัฐ แม้ราคาจะปรับลงมากกว่า 30% จากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม แต่ยอดถือครองลดลงไม่ถึง 5% บ่งชี้ว่าสถาบันส่วนใหญ่ยังคงถือครองไว้ ยูเซฟตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แรงขายส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนรายย่อยที่ใช้เลเวอเรจระยะสั้น
รายงานล่าสุดของเจพีมอร์แกนระบุว่า ราคาบิตคอยน์อาจพุ่งแตะระดับ 170,000 ดอลลาร์ (ราว 2.5 ล้านบาท) ภายใน 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งยืนยันว่าความเชื่อมั่นโดยรวมในตลาดยังไม่จางหาย
*คำสำคัญ: เจพีมอร์แกน, สินทรัพย์ดิจิทัล, บิตคอยน์, นักลงทุนสถาบัน, ทรัมป์*
ความคิดเห็น 0