บิตคอยน์(BTC) อาจกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้งในปี 2026 จากแรงหนุนของ *นโยบายการเงินผ่อนคลาย* โดยธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ซึ่งกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาด ทำให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มฟื้นตัว จากข้อมูลล่าสุด แม้ภาวะเศรษฐกิจยังเปราะบาง แต่ทิศทางของนโยบายและกฎระเบียบที่เริ่มชัดเจนขึ้น กำลังก่อร่างสร้างฐานสำหรับการเติบโตระยะยาวของตลาดคริปโต
บิล บาฮาร์ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอับรา(Abra) ให้สัมภาษณ์กับ Schwab Network โดยกล่าวว่า เฟดได้เริ่มเปลี่ยนท่าทีเข้าสู่ ‘*ภาวะผ่อนคลายทางการเงินแบบเบา*’ ซึ่งใกล้เคียงกับแนวทาง ‘*Quantitative Easing Light*’ โดยเฉพาะการที่เฟดเริ่มเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล พร้อมกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจทยอยลดลงในอนาคต ทำให้ตลาดมีเงินไหลเวียนมากขึ้น และนั่นอาจส่งผลบวกอย่างมีนัยต่อบิตคอยน์และสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ในภาพรวม
เขาระบุว่า “เฟดเริ่มปล่อยเงินกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง หากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลง และความต้องการตราสารหนี้ของรัฐบาลลดลงในปี 2026 จะถือเป็นแรงส่งสำคัญต่อบิตคอยน์”
นอกจากการดำเนินนโยบายการเงินแล้ว บาฮาร์ตยังชี้ว่า ‘*การกำกับดูแลที่ชัดเจน*’ และ ‘*การเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากสถาบัน*’ จะช่วยผลักดันให้บิตคอยน์เติบโตในระยะยาว เขากล่าวว่า “หากมีนโยบายที่เป็นมิตรร่วมกับอัตราดอกเบี้ยต่ำ ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอาจเข้าสู่ช่วงขาขึ้นที่มั่นคง”
อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มระยะสั้น โดยจากข้อมูลของ CME Group พบว่า มีเพียง 14.9% ของนักลงทุนที่คาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนมกราคม ซึ่งลดลงจากระดับ 23% ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดไว้
แม็ต โฮแกน ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของบิตไวส์(Bitwise) ให้ความเห็นว่า แม้บิตคอยน์จะยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในทศวรรษหน้า แต่รูปแบบจะเปลี่ยนไปเป็น *การเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป* มากกว่าแบบปีต่อปีที่หวือหวาเช่นในอดีต โดยเขากล่าวว่า “รอบนี้บิตคอยน์จะมีความผันผวนน้อยลง และแนวโน้มขาขึ้นที่มั่นคงยิ่งขึ้น”
นักวิเคราะห์ ลิน ตราน ประเมินว่า บิตคอยน์น่าจะทำจุดสูงสุดไว้ที่ราว 126,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.8 ล้านบาท) ช่วงปลายปี 2025 ก่อนจะย่อตัวลงราว 35% กลับมายืนที่บริเวณ 80,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.15 ล้านบาท) เธอมองว่านี่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของตลาด โดยทิศทางในอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยเงินทุนจากสถาบันและแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคมากกว่าการเก็งกำไรของรายย่อย
ทั้งนี้ ตรานคาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐจะยังคงอยู่ที่ระดับ 3.5-3.75% ตลอดครึ่งแรกของปี ซึ่งน่าจะ *จำกัดการเกิดแรงกระเพื่อมขาขึ้นในระยะสั้น* เธอกล่าวว่า “หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพคล่องในระดับกว้าง บิตคอยน์อาจยังไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ในช่วงนี้ แต่จะอยู่ในภาวะ ‘*สะสมอย่างมั่นคง*’”
ในอีกด้านหนึ่ง แม้ว่า *กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอต* จะมีมูลค่ารวมทะลุ 110,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 159 ล้านล้านวอน หรือราว 4.1 ล้านล้านบาท) แล้วก็ตาม แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า กระแสเงินยังมีความผันผวน นักลงทุนสถาบันดูเหมือนจะเปลี่ยนมาจัดสรรพอร์ตอย่างรอบคอบมากขึ้น ไม่ได้เข้าซื้อแบบเร่งรีบ ซึ่งเป็น ‘*สัญญาณว่าแทนที่จะเก็งกำไรระยะสั้น ตลาดกำลังปรับไปสู่ความยั่งยืนระยะยาว*’
‘คำ’ที่ควรจับตาในช่วงเวลานี้ ได้แก่ *นโยบายการเงินของเฟด*, *ETF*, *สถาบัน*, และ *การกำกับดูแล* ทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยชี้วัดว่าบิตคอยน์สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตและความยั่งยืนระยะยาวได้หรือไม่
*ความคิดเห็น*: บิตคอยน์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงจากสินทรัพย์เก็งกำไรไปสู่ฐานะสินทรัพย์ลงทุนระยะยาว ความมั่นคงทางกฎระเบียบและการวางกลยุทธ์ของสถาบันอาจเป็นตัวแปรใหม่ที่เข้ามากำหนด ‘คลื่นการเติบโต’ ต่อไปในอนาคต
ความคิดเห็น 0