โคอินเบส(Coinbase) ประกาศแผนการสร้าง ‘Everything Exchange’ แพลตฟอร์มการเงินแบบครบวงจรภายในปี 2026 ซึ่งจะไม่ได้จำกัดแค่การซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึง *หุ้น*, *สินทรัพย์โภคภัณฑ์* และ *ตลาดคาดการณ์* โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวจะกลายเป็นการปฏิวัติจากโมเดลธุรกิจดั้งเดิมสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแบบเต็มรูปแบบ
ไบรอัน อาร์มสตรอง(Brian Armstrong) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโคอินเบส เผยแผนกลยุทธ์หลักประจำปีไว้ทางแพลตฟอร์ม X (ชื่อเดิมคือ ทวิตเตอร์) ในวันขึ้นปีใหม่ว่า ตลอดปี 2026 บริษัทจะเน้น *การขยายแพลตฟอร์ม Everything Exchange ไปทั่วโลก*, *การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชำระเงินและเหรียญเสถียร (Stablecoin)* และ *การใช้งานเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาและบล็อกเชน Layer2 ที่ชื่อว่า ‘เบส’(Base) เพื่อผลักดันโลกสู่อุตสาหกรรม ‘On-Chain’* เขาย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดคือ การทำให้โคอินเบสกลายเป็น *แอปการเงินอันดับหนึ่งของโลก* ผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งในด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์และกระบวนการอัตโนมัติ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ โคอินเบสเร่งขยายฐานเข้าสู่ตลาดคาดการณ์และสินทรัพย์ที่ *ถูกแปลงเป็นโทเคน(tokenization)* โดยช่วงปลายปี 2025 บริษัทจับมือกับ Kalshi แพลตฟอร์มที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการซื้อขายฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ(CFTC) เปิดให้ผู้ใช้ซื้อขายเหตุการณ์สำคัญในรูปแบบ ‘ใช่/ไม่ใช่’ เช่น หัวข้อเศรษฐกิจ การเมือง กีฬา และเทคโนโลยี ซึ่งกลายเป็นอีกสมรภูมิที่ช่วยดึงดูดทั้งนักลงทุนคริปโตดั้งเดิมและผู้เล่นจากตลาดการเงินแบบดั้งเดิมเข้ามาสู่ระบบของโคอินเบสมากขึ้น
ในส่วนการซื้อขายหุ้นที่ถูกแปลงเป็นโทเคน (Tokenized equities) โคอินเบสเลือกใช้กลยุทธ์ที่ต่างจากคู่แข่งอย่างโรบินฮู้ดและคราเคน ด้วยการ *ออกหุ้นในรูปแบบโทเคนภายในองค์กรเอง* แทนที่จะใช้ผู้ให้บริการบุคคลที่สาม แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ, ลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ, และควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า ปัจจุบันยอดโอนของหุ้นโทเคนต่อเดือนเพิ่มขึ้นเกือบ 76% คิดเป็นมูลค่าราว *2.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ* สะท้อนถึงศักยภาพและความต้องการของตลาดรูปแบบใหม่
ความสำเร็จของทิศทางใหม่นี้ยังเกิดจากสัจธรรมที่ว่า *ภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบและความต้องการของนักลงทุนสถาบันกำลังเปลี่ยนไป* เดวิด ดวง(David Duong) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของโคอินเบสกล่าวในรายงานส่งท้ายปีว่า ปี 2025 จะเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ของตลาดคริปโต โดยเฉพาะหลังจากที่ *ETF คริปโตแบบ Spot ได้รับการอนุมัติ* และ *เหรียญเสถียรถูกนำมาใช้ในโครงสร้างทางการเงินแบบดั้งเดิมมากขึ้น*
ณ ไตรมาส 3 ของปี 2025 โคอินเบสดูแลสินทรัพย์มูลค่ารวมราว *516 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ* คิดเป็นประมาณ 16% ของมูลค่าตลาดคริปโตทั่วโลก ซึ่งอาร์มสตรองยังประเมินว่า – ภายในปลายทศวรรษ 2020, *GDP โลกสูงสุดถึง 10% อาจมาจากโครงสร้างพื้นฐานของคริปโต* พร้อมเปรียบเทียบช่วงเวลากับการปฏิวัติอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตในต้นยุค 2000
ด้านนโยบายเหรียญเสถียรทั่วโลกก็เริ่มแข่งขันกันอย่างชัดเจน แฟเรียร์ ชีร์ซาด(Faryar Shirzad) ประธานเจ้าหน้าที่ด้านนโยบายของโคอินเบส ออกมาเตือนว่า *การจำกัดรางวัลบนเหรียญเสถียรจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันระบบการชำระเงินแบบดิจิทัลของสหรัฐฯ* ขณะที่ *จีน* เริ่มเปิดใช้งานนโยบายให้ *ดอกเบี้ยกับกระเป๋าเงินหยวนดิจิทัล* ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 ทำให้ได้รับแรงซื้ออย่างล้นหลามจากนักลงทุนจีนและฮ่องกง ซึ่งทุ่มเงินลงทุนกว่า 188 ล้านดอลลาร์สหรัฐในหุ้นที่เกี่ยวข้อง
การรุกขยายกิจการของโคอินเบสชี้ว่าวิสัยทัศน์ ‘Everything Exchange’ นั้นไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตทางธุรกิจทั่วไป แต่คือความพยายาม *สร้างแพลตฟอร์มการเงินแบบครบวงจร หรือ ‘ซูเปอร์แอป’* ที่ครอบคลุมทั้งระบบการลงทุนและการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ *บริการนายหน้าหุ้น, ตลาดอนุพันธ์, คริปโต, ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินระดับโลก*
คู่แข่งอย่างบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และกระทั่งโครงการที่เกี่ยวข้องกับ *ทรัมป์* เช่น กลุ่มสื่อเทคโนโลยีของประธานาธิบดีทรัมป์ ต่างก็กระโดดเข้ามาในพื้นที่นี้ ทั้งการจับมือกับตลาดคาดการณ์หรือการผลักดันหุ้นแบบโทเคน โดย *การแข่งขันสร้างซูเปอร์แอปทางการเงิน* กำลังเปลี่ยนโฉมอนาคตของตลาดโลกอย่างไม่อาจย้อนกลับ
*ความคิดเห็น:* หาก Everything Exchange ประสบความสำเร็จ โคอินเบสจะไม่ใช่แค่ผู้นำตลาดคริปโตอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานแห่งโลกการเงินยุคใหม่ ที่เชื่อมโยงบริการ บล็อกเชน และการเงินแบบดั้งเดิมเข้าไว้ในแอปเดียว
ความคิดเห็น 0