บิตคอยน์(BTC) เปิดศักราชปี 2026 ด้วยราคาประมาณ 89,700 ดอลลาร์ หรือราว 1.29 ล้านบาท โดยยังคงเคลื่อนไหวในกรอบราคาที่ค่อนข้างนิ่ง หลังจากความผันผวนที่เกิดขึ้นในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ปัจจุบันบิตคอยน์เคลื่อนไหวอยู่บริเวณแนวรับสำคัญ 88,000–88,500 ดอลลาร์ (ราว 1.27–1.28 ล้านบาท) ซึ่งมีแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่อง แม้ตลาดยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน แต่จากมุมมองทางเทคนิค หลายฝ่ายเห็นว่าราคากำลังเข้าสู่ ‘ช่วงบีบตัว’ ที่อาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
สภาพตลาดล่าสุดชี้ให้เห็นว่าบิตคอยน์ไม่ได้อยู่ในช่วงขาลง แต่กลับใกล้เคียงกับภาวะ ‘ทรงตัวและสะสมพลัง’ กล่าวคือ ลักษณะแท่งเทียนที่มีตัวแท่งสั้นและเงาสั้นต่อเนื่องกัน บ่งบอกถึงความลังเลของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ความจริงที่ว่าแรงขายเพื่อทำกำไรเริ่มลดน้อยลง และนักลงทุนระยะยาวยังคงถือครองอยู่ สะท้อนถึงความมั่นคงในภาพรวม
ข้อมูลจากกราฟ 2 ชั่วโมงแสดงให้เห็นว่าบิตคอยน์ยังคงสร้าง ‘จุดต่ำที่สูงขึ้น’ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณของอุปสงค์ในระยะกลาง โดยมีแนวรับบริเวณ 85,800–87,000 ดอลลาร์ และเพิ่งทะลุแนวต้านสามเหลี่ยมสมมาตรที่มีจุดสูงสุดราว 93,500 ดอลลาร์ (ราว 1.35 ล้านบาท) ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นรูปแบบทางเทคนิคที่พบบ่อยก่อนเกิดการขยายตัวของความผันผวน
ในด้านตัวชี้วัด RSI หรือดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ ยังคงอยู่ในระดับกลางที่ราว 60 โดยไม่แสดงสัญญาณความร้อนแรงเกินไป ขณะเดียวกันเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (EMA) ทั้ง 50 และ 100 วัน กำลังมารวมตัวกันที่ช่วง 88,500–89,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวรับทางเทคนิคที่สำคัญ ที่สำคัญ ยังคงไม่ปรากฏสัญญาณ ‘การแยกตัวขาลง’ หรือ ‘Dead Cross’ แต่อย่างใด
นอกเหนือไปจากภาพกราฟทางเทคนิค บรรยากาศตลาดโดยรวมก็ยังเอื้อต่อบิตคอยน์เช่นกัน มูลค่ารวมตลาดคริปโตเคอร์เรนซีขยับขึ้นใกล้ระดับ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายรายวันอยู่ที่ประมาณ 116,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 167.7 ล้านล้านบาท) ดัชนี ‘ความกลัวและความโลภ’ ก็สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างระมัดระวังของนักลงทุน
‘ความคิดเห็น’ หากราคาสามารถทะลุกรอบบนที่ 90,000–90,500 ดอลลาร์ได้ แนวต้านถัดไปจะขยับไปอยู่ที่ระดับ 93,500–97,000 ดอลลาร์ แต่หากหลุดแนวรับ 88,000 ดอลลาร์ อาจกลับไปทดสอบแนวรับก่อนหน้าที่ 85,800 ดอลลาร์อีกครั้ง
ขณะเดียวกัน โครงการ ‘แม็กซีโดจ(Max Doge)’ กำลังได้รับความสนใจในตลาดคริปโต โดยเฉพาะในกลุ่ม ‘เหรียญมีม’ ประจำปี 2026 โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงกระแสความนิยมชั่วคราว แต่ใช้กลยุทธ์ที่เน้นปฏิสัมพันธ์ในชุมชนเป็นหลัก ทั้งผ่านการแข่งขัน ROI รายเดือน กิจกรรมผูกกับ NFT และการมอบรางวัลแก่ผู้ถือเหรียญ โดยสามารถระดมทุนได้แล้วทั้งสิ้น 4.4 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 63.6 ล้านบาท)
โทเคน $MAXI ภายใต้โครงการนี้มีระบบ ‘สเตกกิง’ ที่ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือผ่านสมาร์ตคอนแทรกต์ พร้อมทั้งสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือ NFT ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะ เป็นต้น กลไกเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้ผู้ถือเลือกถือระยะยาวมากกว่าขายทำกำไรในระยะสั้น โดยในเวลานี้ราคาเปิดขายอยู่ที่ 0.0002765 ดอลลาร์ (ราว 0.398 บาท) และมีแผนปรับราคาขึ้นในรอบถัดไป
แม็กซีโดจ แสดงให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ในการสร้างเหรียญมีมผ่าน ‘การมีส่วนร่วม’ แทนที่จะอาศัยเพียงกระแส และยังต้องติดตามต่อไปว่าโครงการนี้จะสามารถขยายฐานผู้ใช้งานและสร้างภาพลักษณ์ที่ยั่งยืนในตลาดได้หรือไม่
ความคิดเห็น 0