รายงานฉบับใหม่แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศกำลังมอง ‘คริปโต’ ไม่ใช่แค่การทดลองเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์หลักเพื่อเสริมสร้างอำนาจของประเทศ โดยทั้งกลุ่มประเทศประชาธิปไตยและเผด็จการล้วนใช้เทคโนโลยี ‘บล็อกเชน’ เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งชาติ แม้รูปแบบการใช้งานจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน TRM Labs เปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า นับตั้งแต่เกาหลีเหนือไปจนถึงสิงคโปร์ หลายประเทศกำลังผสานใช้สินทรัพย์ดิจิทัลกับนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการทดลองหรือเก็งกำไรเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป
ในกรณีกลุ่มประเทศปกครองแบบเผด็จการ TRM ตั้งข้อสังเกตว่า บล็อกเชนที่ไร้พรมแดนและไม่มีตัวกลางสามารถใช้หลบเลี่ยงระบบการเงินสากลเช่น SWIFT, ดอลลาร์สหรัฐ และเครือข่ายธนาคารโลกได้ จึงกลายเป็น ‘อาวุธ’ ใหม่ของรัฐเหล่านี้
‘เกาหลีเหนือ’ เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุด โดยมีการใช้กลุ่มแฮ็กเกอร์ในสังกัดรัฐบาล เข้าทำการเจาะระบบทั้งแพลตฟอร์มซื้อขาย DeFi และระบบบริดจ์ มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ รวมถึงกรณีการแฮ็ก Bybit เมื่อกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา จากนั้นเงินที่ถูกขโมยจะถูกฟอกผ่าน Mixer และเครือข่ายบล็อกเชนต่าง ๆ เปลี่ยนเป็นสเตเบิลคอยน์ และนำไปขายแบบ OTC ในตลาดเอเชีย ก่อนนำเข้าสู่โครงการพัฒนา ‘ขีปนาวุธและนิวเคลียร์’ ของเปียงยาง
ส่วน ‘รัสเซีย’ ใช้ยุทธศาสตร์ที่หลากหลายกว่า นับตั้งแต่ถูกรัฐบาลตะวันตกคว่ำบาตรหลังจากบุกรุกยูเครนในปี 2022 รัสเซียหันมาใช้คริปโตเป็นช่องทางทำธุรกรรมระหว่างประเทศ, แหล่งระดมทุนขององค์กรสนับสนุนรัฐบาล และแหล่งสร้างรายได้จากเหมืองขุดคริปโตที่ใช้พลังงานราคาถูกในประเทศ
‘อิหร่าน’ ก็ไม่ต่างกัน ตั้งแต่ปี 2019 รัฐบาลรับรองการขุดบิตคอยน์(BTC) อย่างเป็นทางการ และใช้เหรียญที่ได้จากการขุดภายในประเทศในการชำระเงินค่าสินค้านำเข้า ซึ่งช่วยให้หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐและประชาคมโลกได้เป็นอย่างดี
ทางฝั่ง ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’ กลับเลือกเดินเส้นทางของ ‘ความโปร่งใสและการควบคุม’ TRM ระบุว่า สหรัฐและสหภาพยุโรปมองคริปโตไม่ใช่เป็นเพียงสินทรัพย์ไร้ตัวตน แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินที่ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ทั้งผ่านนโยบาย, เทคโนโลยี และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์
‘ยุโรป’ เดินหน้ากฎหมายมิค่า(MiCA) ซึ่งกำหนดให้บริษัทในวงการคริปโตต้องมีใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ขณะที่ ‘สหรัฐ’ ผ่านบทบาทของหน่วยงานอย่าง FinCEN, OFAC และ FBI เริ่มติดตามและตรวจสอบกิจกรรมผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น การเรียกค่าไถ่จากแรนซัมแวร์ และการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร
ในภูมิภาคเอเชีย ‘สิงคโปร์’ ร่วมกับภาคเอกชนในการวางโครงสร้างเทคโนโลยีสำหรับการกำกับดูแล, ‘ญี่ปุ่น’ ยกระดับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนหลังเคยถูกแฮ็ก ส่วนธนาคารกลางในหลายประเทศกำลังสำรวจ CBDC และระบบโทเคนสำหรับเงินสำรอง โดยยังคงอำนาจควบคุมไว้ที่รัฐเป็นหลัก
TRM ชี้ให้เห็นอีกว่า แม้ธุรกรรมบนบล็อกเชนจะเปิดเผยและตรวจสอบได้ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ‘ความสามารถในการวิเคราะห์’ ซึ่งเป็นตัวแบ่งแยกระหว่างประเทศที่ใช้คริปโตอย่างมีประสิทธิภาพกับประเทศที่ใช้อย่างไร้ระเบียบ เพราะไม่มีความร่วมมือหรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมรองรับ
สรุปในรายงานระบุว่า กลุ่มประเทศเผด็จการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็น ‘ช่องทางลับ’ เพื่อเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่ประเทศประชาธิปไตยมองสิ่งนี้เป็น ‘เครื่องมือสร้างความโปร่งใส’ และยิ่งสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโต ช่องว่างของแนวทางจะยิ่งขยายชัดเจนมากยิ่งขึ้น
*คำสำคัญ: สินทรัพย์ดิจิทัล, บล็อกเชน, การควบคุม, ความมั่นคง, การฟอกเงิน, กฎหมาย MiCA, CBDC*
ความคิดเห็น 0