การโจมตีแบบใช้กำลังกับผู้ถือครองคริปโต หรือที่เรียกว่า ‘การโจมตีด้วยประแจ (wrench attack)’ กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบยุโรปตะวันตกและเอเชียแปซิฟิกที่เริ่มเผชิญเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้น ขณะที่อเมริกาเหนือยังคงถูกจัดอยู่ในเขตที่ปลอดภัยมากกว่า
‘การโจมตีด้วยประแจ’ คือการใช้ความรุนแรงหรือการข่มขู่โดยตรงเพื่อบังคับให้เป้าหมายมอบคำกู้คืนของกระเป๋าเงินคริปโต ซึ่งข้อมูลจาก แฮซิบ กูเรชี(Haseeb Qureshi) หุ้นส่วนของบริษัทดรากอนฟลาย วิเคราะห์จากฐานข้อมูลของนักพัฒนา บิตคอยน์(BTC) อย่าง เจมสัน ลอปป์(Jameson Lopp) ชี้ให้เห็นว่าทั้งจำนวนและความรุนแรงของเหตุการณ์เหล่านี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล
กูเรชีแบ่งระดับความรุนแรงของแต่ละเหตุการณ์ออกเป็น 5 ระดับ และพบว่าความรุนแรงโดยเฉลี่ยสูงกว่าช่วงก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในยุโรปตะวันตกและเอเชียแปซิฟิกที่มีการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์มากกว่าพื้นที่อื่น ในขณะที่อเมริกาเหนือแม้จะพบเหตุการณ์เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ เมื่อเทียบในภาพรวม
กูเรชียังเปิดเผยผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มูลค่าตลาดคริปโต’ และ ‘จำนวนเหตุการณ์รุนแรง’ โดยชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของมูลค่าตลาดสามารถอธิบายการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ได้ประมาณ 45% ซึ่งหมายความว่า เมื่อราคาสกุลเงินดิจิทัลสูงขึ้น ก็กลายเป็นเป้าหมายที่ล่อตาล่อใจของอาชญากรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ตัวแปรอื่นไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีเท่าขนาดตลาด
ถึงกระนั้น กูเรชีระบุว่า การเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้แต่ละคนเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นเสมอไป เนื่องจากจำนวนผู้ใช้งานคริปโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยอ้างอิงข้อมูลผู้ใช้งานต่อเดือนของ แพลตฟอร์มซื้อขาย คอยน์เบส(Coinbase) เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ถือครอง และพบว่าในช่วงที่มีผู้ถือครองคริปโตน้อย เช่น ปี 2015 และ 2018 ความเสี่ยงรายบุคคลกลับสูงกว่าเมื่อเทียบกับปัจจุบัน
กรณีล่าสุดจากเดือนมกราคม 2025 แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามที่เป็นรูปธรรม โดยที่ประเทศฝรั่งเศส เดวิด วาลอง ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทฮาร์ดแวร์วอลเล็ต เลเจอร์(Ledger) ถูกลักพาตัวถึงบ้านพัก และถูกตัดนิ้วพร้อมข่มขู่เรียกค่าไถ่ ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือจากตำรวจฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
อีกกรณีหนึ่งที่มีลักษณะซ่อนเร้นยิ่งกว่าคือ เจคอบ เออร์วิน-ไคลน์ นักลงทุนจากรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ถูกวางยาและปล้นคริปโตในกรุงลอนดอน หลังขึ้นรถยนต์ที่ปลอมตัวเป็นแท็กซี่ และปล่อยให้คนร้ายเข้าถึง กระเป๋าเงินดิจิทัลซึ่งทำให้สูญเงินไปรวมกว่า 25 ล้านบาท โดยคริปโตที่ถูกขโมยมีทั้ง ริปเปิล(XRP) มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท และ บิตคอยน์(BTC) ราว 10 ล้านบาท
แม้แนวโน้มของเหตุการณ์จะเพิ่มขึ้น กูเรชีอธิบายว่า ‘ความเสี่ยงรายบุคคล’ หรือความน่าจะเป็นที่ผู้ใช้งานจะตกเป็นเหยื่อ ยังคงต่ำกว่าระดับก่อนปี 2019 และเพิ่มขึ้นจากปี 2021 เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขากล่าวว่า “จำนวนผู้ถือครองคริปโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 60 เท่าจากปี 2015 แต่เมื่อวัดโดยวิธีใดก็ตาม โอกาสที่แต่ละคนจะเจอกับเหตุรุนแรงกลับลดน้อยลง” ซึ่งแสดงถึงการตระหนักด้าน ‘ความปลอดภัย’ ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มนักลงทุนคริปโตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ความคิดเห็น: การดูแลความปลอดภัยของกระเป๋าคริปโต และหลีกเลี่ยงการเปิดเผยทรัพย์สินต่อสาธารณะกลายเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ถือครองจำนวนมาก การใช้กระเป๋าแบบออฟไลน์ และการยืนยันตัวตนหลายชั้น หรือกำหนดบัญชีปลายทางแบบ whitelist อาจช่วยลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามในโลกจริงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ความคิดเห็น 0