โคอินเบสเตือน ‘บิตคอยน์ 33%’ อาจเผชิญความเสี่ยงจาก ‘คอมพิวเตอร์ควอนตัม’
บิตคอยน์(BTC) ราวหนึ่งในสามของทั้งระบบ อาจตกอยู่ในความเสี่ยงจากการโจมตีของ ‘คอมพิวเตอร์ควอนตัม’ ในอนาคต ตามรายงานล่าสุดที่เปิดเผยโดย โคอินเบส(Coinbase) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยแม้ว่าภัยคุกคามดังกล่าวจะยังคงเป็นเพียง ‘สมมุติฐาน’ แต่หลายฝ่ายมองว่าถึงเวลาแล้วที่วงการจะต้องเริ่มเตรียมโครงสร้าง ‘ความปลอดภัยยุคใหม่’ ให้พร้อม
เดวิด ดวง(David Duong) หัวหน้าหน่วยวิจัยการลงทุนของโคอินเบส ระบุว่า เทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่ยุคใหม่ของความปลอดภัยบนเครือข่ายบล็อกเชน โดยในรายงานของเขายังกล่าวด้วยว่า “แม้ภัยคุกคามจะยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่การเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นสิ่งจำเป็น”
‘Q-Day’ จุดเปลี่ยนของความปลอดภัย — บิตคอยน์กว่า 6.5 ล้านเหรียญสุ่มเสี่ยง
จุดกังวลสำคัญของวงการคือ ‘Q-Day’ หรือวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีศักยภาพเพียงพอในการเจาะระบบเข้ารหัสแบบกุญแจสาธารณะ(Public Key) ซึ่งเป็นเสาหลักของความปลอดภัยในระบบคริปโตในปัจจุบัน ซึ่งครอบคลุมถึง อัลกอริทึม ‘ECC’ ที่ใช้ในการสร้างกุญแจในกระเป๋าเงิน และ ‘SHA-256’ ที่ใช้ในกระบวนการทำเหมือง
จากการวิเคราะห์ข้อมูล ณ ระดับบล็อก 900,000 เดวิด ดวงระบุว่า ประมาณ 32.7% ของเหรียญบิตคอยน์ทั้งหมด หรือราว 6.51 ล้านเหรียญ ถูกเก็บไว้ในที่อยู่ที่มี ‘ความเสี่ยงต่อควอนตัม’ มากกว่า เช่น Pay-to-Public-Key (P2PK), กระเป๋าแบบมัลติซิก(multisig) รวมถึงบางส่วนของ Taproot โดยเฉพาะในเคสของเหรียญที่ถูกขุดมาตั้งแต่ยุค ‘ซาโตชิ’ ซึ่งยังไม่มีการเคลื่อนไหว
เขายังชี้อีกว่า ทุกธุรกรรมของบิตคอยน์จะเผย ‘กุญแจสาธารณะ’ ชั่วคราวในช่วงที่ทำการส่งเหรียญ ซึ่งหากมีควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่มีพลังสูงเพียงพอในขณะนั้น อาจถูกเจาะเข้าถึง ‘กุญแจส่วนตัว’ ได้เช่นกัน
สถาบันชั้นนำเริ่มตื่นตัว ปรับแนวทางรับความเสี่ยงควอนตัม
ความตื่นตัวของภัยคุกคามนี้ไม่ได้มีแค่ในกลุ่มนักพัฒนาเท่านั้น ดวงกล่าวว่า บริษัทลงทุนขนาดใหญ่อย่างแบล็คร็อก(BlackRock) ได้ใส่ความเสี่ยงจากควอนตัมไว้ในเอกสารของ iShares Bitcoin ETF ฉบับที่ปรับปรุงเมื่อปี 2025 ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ และยุโรปเริ่มแนะนำให้มีการใช้งาน ‘รหัสผ่านฉบับต้านทานควอนตัม’ หรือโพสต์-ควอนตัมคริปโต(Post-Quantum Cryptography) ภายในโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศก่อนปี 2035
"ความคิดเห็น" การดำเนินการในระดับสถาบันเช่นนี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่า 'ภัยคุกคามควอนตัม' ไม่ใช่เพียงทฤษฎีในห้องแลปอีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงที่วงการต้องตั้งรับอย่างจริงจัง
นักพัฒนา-นักลงทุน หารือดุเดือดเรื่องภัยควอนตัม
แม้ภัยคุกคามจากควอนตัมจะเป็นประเด็นถกเถียงอย่างแพร่หลาย แต่ภายในวงการเองก็ยังมีมุมมองที่แตกต่าง
อาดัม แบค(Adam Back) ซีอีโอของบล็อกสตรีม(Blockstream) แสดงความเห็นว่า “ยังไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป” และระบุว่าในชุมชนนักพัฒนาได้เริ่มวางแนวทางรองรับอย่างเงียบ ๆ แล้ว ขณะที่ นิค คาร์เตอร์(Nic Carter) นักลงทุนจากวงการ VC กลับมองว่าการมองข้ามปัญหานี้ต่างหากที่เป็นอันตราย โดยยกตัวอย่างการเพิ่มขึ้นของงบประมาณภาครัฐ และการระดมทุนในสตาร์ทอัพด้านควอนตัมเป็นสัญญาณว่าประเด็นนี้ ‘จริงจัง’
ขณะเดียวกัน ชาร์ลส์ เอ็ดเวิร์ดส์(Charles Edwards) ผู้ก่อตั้งคาพรีออล อินเวสต์เมนท์ส(Capriole Investments) ออกมาเตือนว่า ภายใน 10 ปี ข้างหน้าภัยควอนตัมอาจเปลี่ยนจากสิ่งสมมุติเป็นความจริงหากไม่มีการอัปเกรดด้านความปลอดภัย ขณะที่ไมเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor) จากบริษัทสแตรเทจี(Strategy) กลับมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ ‘อาจเป็นโอกาส’ โดยกล่าวว่า “เหรียญที่ใช้งานอยู่สามารถย้ายไปยังระบบใหม่ที่ต้านทานควอนตัมได้ ส่วนเหรียญไม่มีการเคลื่อนไหวก็จะช่วยลดซัพพลายในตลาด สร้างความหายากและมูลค่าเพิ่มเติมให้แก่บิตคอยน์”
การอัปเกรด 'ต้านทานควอนตัม' อาจต้องใช้ ‘ฮาร์ดฟอร์ก’
คำถามสำคัญที่ตามมาคือ บิตคอยน์จะเตรียมรับมือกับยุค ‘ควอนตัม’ ได้อย่างไร?
นักวิจัยหลายรายให้ความสนใจการที่สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ (NIST) ได้รับรองอัลกอริทึมเข้ารหัสแบบ ‘ต้านทานควอนตัม’ ในปี 2024 และชุมชนผู้พัฒนาบางส่วนก็เริ่มหารือเรื่องการรวมอัลกอริทึมนั้นเข้าสู่บิตคอยน์แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แนวคิด แต่อยู่ที่ ‘การนำไปใช้จริง’
เนื่องจากโครงสร้างของบิตคอยน์ที่เป็นแบบกระจายศูนย์ การเปลี่ยนแปลงระบบรักษาความปลอดภัยให้รองรับเทคโนโลยีใหม่อาจต้องใช้ ‘ฮาร์ดฟอร์ก’ หรือการอัปเกรดเครือข่ายแบบไม่เข้ากันกับเวอร์ชันเดิม ซึ่งหมายถึงความจำเป็นต้องได้รับ ‘ฉันทามติอย่างกว้างขวาง’ จากทั้งนักพัฒนา ผู้ขุดเหรียญ และผู้ใช้งานหลายล้านรายทั่วโลก
"ความคิดเห็น" นักวิจัยบางกลุ่มยังตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานที่พัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมอาจกำลัง ‘บันทึกสำรองข้อมูลบล็อกเชนไว้ล่วงหน้า’ เพื่อรอวันที่เครื่องจักรของพวกเขาสามารถถอดรหัสได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต ซึ่งหากเป็นจริง อาจนำไปสู่การโจมตีแบบย้อนเวลาในวงกว้างครั้งประวัติศาสตร์ของคริปโตเคอร์เรนซี
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีจะแซงหน้ามาตรฐานความปลอดภัยเดิมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การเตรียมพร้อมและหารือร่วมกันในระดับชุมชนจึงถือเป็นก้าวสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ ‘โลกหลังควอนตัม’ ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า.
ความคิดเห็น 0