ทรัพย์สินของชาวเบบี้บูมมูลค่ารวมกว่า 83 ล้านล้านดอลลาร์ อาจหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตในอีก 20 ถึง 25 ปีข้างหน้า ท่ามกลางความคาดหวังว่า *เยาวชนรุ่นใหม่* ที่ได้รับการถ่ายทอดทรัพย์เหล่านี้ จะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล
แจ็ค พรินซ์ จาก *กาแล็กซีดิจิทัล(Galaxy Digital)* กล่าวในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรและกระแสการถ่ายโอนความมั่งคั่ง จะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการนำคริปโตมาใช้อย่างแพร่หลายในสองทศวรรษข้างหน้า โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมการลงทุนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากผู้สูงวัย ซึ่งน่าจะเอื้อให้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล
ตามรายงาน ‘Global Wealth Report’ จาก *ยูบีเอส* คาดการณ์ว่า ภายในหลายสิบปีข้างหน้า จะมีการถ่ายโอนทรัพย์สินระหว่างรุ่นคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 83 ล้านล้านดอลลาร์ โดยในจำนวนนี้ 9 ล้านล้านดอลลาร์จะเป็นการถ่ายทอดแบบคู่สมรส-คู่สมรส และอีก 74 ล้านล้านดอลลาร์จะถูกส่งต่อให้ลูกหลาน โดยสหรัฐฯ ครองสัดส่วนมากที่สุดที่ 29 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าบราซิล(9 ล้านล้าน) และจีน(5.6 ล้านล้าน)
พรินซ์ชี้ว่า มูลค่าการส่งต่อความมั่นคงทางการเงินไม่ได้ถูกกำหนดจากค่า GDP หรือจำนวนประชากรเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับระดับการออมและการสะสมทรัพย์ในกลุ่มผู้สูงอายุในแต่ละประเทศ เช่น อิตาลีมีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าญี่ปุ่น แต่กลับมีแนวโน้มการถ่ายโอนมูลค่าทรัพย์สินที่มากกว่า อันเนื่องมาจากอัตราการเป็นเจ้าของบ้านและพฤติกรรมการออมที่สูง
ในส่วนของแนวโน้มการลงทุน คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเลือกใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้ประสบการณ์ผู้ใช้แบบ *ตรงไปตรงมา* มากกว่าการติดต่อผ่านธนาคารแบบดั้งเดิม พรินซ์ยกตัวอย่างแอปพลิเคชัน ‘กาแล็กซีวัน(GalaxyOne)’ ของบริษัทตน ที่ออกแบบให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานหน้าใหม่ ด้วยรูปลักษณ์ UI ที่เข้าใจง่ายและฟังก์ชันที่รวมไว้ในแอปเดียว
กลุ่มเป้าหมายหลักของกาแล็กซีวันคือ *กลุ่มชาวอเมริกันระดับมั่งคั่งปานกลาง* ซึ่งคิดเป็น 20% ของครัวเรือนในประเทศ หรือผู้ที่มีรายได้ต่อปีอย่างน้อย 200,000 ดอลลาร์ หรือถือครองทรัพย์สินสุทธิ 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป โดยพรินซ์อธิบายว่า กลุ่มนี้ต้องการบริการด้านการลงทุนที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าที่แพลตฟอร์มอย่างโรบินฮูดหรือคอยน์เบสสามารถตอบโจทย์ได้
สำหรับปี 2024 แม้บิตคอยน์(BTC) จะมีราคาปรับตัวลดลงราว 10% ในขณะที่ทองคำ เงิน และหุ้นกลับขยับขึ้น แต่พรินซ์กลับมองว่า ความกังวลของนักลงทุนรายย่อยในตลาดคริปโต *อาจเป็นสัญญาณเชิงบวก* ที่บ่งชี้ว่า การฟื้นตัวของตลาดกำลังจะมาถึง เขาให้ความเห็นว่า “ทุกครั้งที่นักลงทุนรายย่อยถอยห่างจากตลาด มักจะเป็นช่วงต้นของภาวะขาขึ้น”
ข้อมูลจาก FINRA ระบุว่า ปี 2021 มีประชากรสหรัฐฯ ราว 33% ที่แสดงความสนใจในคริปโต แต่ตัวเลขนี้ลดลงเหลือเพียง 26% ในปี 2024 โดยในจำนวนนี้ 66% มองว่าการลงทุนในคริปโตมีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม ด้านสถาบันกลับเดินหน้าสู่คริปโตอย่างจริงจังมากขึ้น โดย *มอร์แกน สแตนลีย์* ได้เปิดตัวกองทุน ETF สำหรับบิตคอยน์ และหลายสถาบันการเงินดั้งเดิมก็กำลังขยายช่องทางลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
พรินซ์ให้ความเห็นว่า กองทุน ETF เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีก่อน และยังไม่แพร่หลายในช่องทางของสถาบันมากนัก ซึ่งเขาคาดว่าช่องทางเหล่านี้จะเปิดกว้างมากขึ้นในปี 2025 เป็นต้นไป
ผลการศึกษาโดย *คอยน์เบส รีเสิร์ช* ยังสะท้อนให้เห็นถึง *ความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างรุ่น* โดยนักลงทุนชาวอเมริกันอายุ 18-35 ปี ราว 45% มีคริปโตอยู่ในพอร์ตการลงทุน และเฉลี่ยแล้วจัดสรร 25% ของทรัพย์สินให้กับสินทรัพย์ทางเลือก ในขณะที่รุ่นอาวุโสมีอัตราครองคริปโตเพียง 8% เท่านั้น และสัดส่วนลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกต่ำกว่ามาก
กรณีของประเทศไทยก็สะท้อนภาพในทิศทางเดียวกัน โดยคนไทยอายุ 20-59 ปี มากกว่าครึ่งเคยมีประสบการณ์กับคริปโต และยังคงถือครองอยู่ถึง 27% ขณะที่มูลค่าคริปโตเฉลี่ยที่ถือครองอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14% ของสินทรัพย์ทางการเงินทั้งหมด
เพื่อตอบรับกับแนวโน้มใหม่นี้ กาแล็กซีวันยังมีแผนเปิดตัวบริการอย่างโซลูชันเหรียญผันผวนต่ำสำหรับองค์กร, การให้กู้ยืมโดยใช้คริปโตค้ำประกัน และบริการสเตคกิ้งรูปแบบต่างๆ รวมถึงเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ผสมผสานระหว่างคริปโตกับสินทรัพย์ดั้งเดิมในปี 2025
พรินซ์สรุปว่า “*สเตเบิลคอยน์* กำลังได้รับการนำมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจกลายเป็นกุญแจสำคัญต่อการถ่ายทอดทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” โดยมองว่าความคุ้นชินของคนรุ่นใหม่ต่อสินทรัพย์ดิจิทัล จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดในอนาคต
ความคิดเห็น 0