ตลาดคริปโตช่วงต้นปี 2026 เริ่มต้นอย่างร้อนแรง หลัง ‘เหรียญมีม’ กลับมาเป็นกระแสหลัก ด้วยเม็ดเงินเก็งกำไรมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาด ทำให้มูลค่ารวมเพิ่มขึ้นกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.59 แสนล้านบาท ขณะที่ปริมาณการซื้อขายรายวันพุ่งแตะระดับ 8,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนกระแสการเก็งกำไรที่เคยเงียบเหงาในช่วงปลายปีก่อน กลับมาคึกคักอีกครั้ง
แพ็ป(PEPE), ฟลอคิ(FLOKI), บองก์(BONK) และเพนกู(PENGU) คือเหรียญมีมกลุ่มหลักที่ทำผลงานโดดเด่น โดยมีการปรับตัวขึ้นสูงกว่าสินทรัพย์คริปโตขนาดใหญ่ เช่น บิตคอยน์(BTC) หรืออีเธอเรียม(ETH) ในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่เพียงแต่บ่งบอกถึงความร้อนแรงของกลุ่มเหรียญมีมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนรูปแบบตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย ‘เรื่องเล่า’ (Narrative), ความผันผวนสูง และยูทิลิตี้จำกัด ยังคง ‘ใช้ได้’ ในปีนี้
หนึ่งในตัวจุดประกายสำคัญ คือ การเคลื่อนไหวบนโซเชียลของอีลอน มัสก์(Elon Musk) ที่กลับมาพูดถึง ‘ซีอีโอน้องหมา’ อีกครั้ง ส่งผลให้ราคา FLOKI พุ่งขึ้นทันที 20% ในขณะเดียวกัน เหรียญยูสเลสคอยน์(Useless Coin) ซึ่งทำงานบนเครือข่ายโซลานา(SOLANA) ก็ปรับตัวขึ้นถึง 27% จากการเข้าซื้อของกระเป๋าวาฬหรือ ‘สมาร์ทมันนี่’ ที่นักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นตัวเร่งให้นักลงทุนรายย่อยแห่เข้ามาเก็งกำไร
นอกจากนี้ โดจคอยน์(DOGE) ฟื้นตัวขึ้นกว่า 30% จากจุดต่ำในเดือนธันวาคม และกลับไปอยู่ในระดับใกล้เคียงปลายเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ PEPE ทำราคาขึ้นเฉลี่ยระหว่าง 30-60% ในช่วงต้นปี ทำให้กลับมาเป็นที่จับตามอง ส่วนเหรียญขนาดเล็กอย่าง PUMP ยังสามารถทะลุแนวต้านเฉลี่ย 20 วันได้สำเร็จหลังจากกิจกรรมบนแพลตฟอร์มกลับมาเพิ่มขึ้น
อีกด้านหนึ่ง การเคลื่อนไหวของเงินลงทุนจากกลุ่มสถาบันก็มีผลต่อราคาบองก์อย่างเห็นได้ชัด เมื่อบริษัทเครื่องดื่มเซฟตี้ชอต(Safety Shot) ประกาศจัดตั้งบริษัทลูกที่เน้นถือเหรียญ BONK โดยมีปริมาณถือครองมากถึง 63 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 912 ล้านบาท คิดเป็น 2.5% ของอุปทานรวม เหตุการณ์นี้กลายเป็นปัจจัยสร้างความมั่นใจในฝั่งอุปสงค์ อย่างไรก็ตาม ‘ความคิดเห็น’ จากบางฝ่ายเตือนว่า ปริมาณถือครองจากสถาบันที่มากเกินไป อาจกลายเป็นแรงกดดันหากมีการเทขายพร้อมกัน
ด้านการเมืองเองก็มีบทบาทในปรากฏการณ์นี้ด้วย เมื่อมีโครงการเหรียญมีมที่อ้างอิงชื่อของประธานาธิบดีทรัมป์ เปิดตัวเหรียญ $TRUMP พร้อมเกมมือถือแนว NFT และระบบรางวัลรวมกว่า 1 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีการเคลื่อนไหวของ USDC มูลค่าราว 94 ล้านดอลลาร์ที่โอนเข้าสู่กระเป๋าซึ่งเชื่อมกับผู้กระจายเหรียญตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม สร้างความสงสัยในหมู่นักวิเคราะห์เกี่ยวกับบทบาทของเงินทุนใหม่ในการเพิ่มสภาพคล่อง
ทั้งหมดนี้สะท้อนถึง ‘การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง’ ของตลาดเหรียญมีม ไม่ใช่เพียงแค่ราคาของเหรียญใดเหรียญหนึ่ง เทรดเดอร์เริ่มหันมาใช้กลยุทธ์โมเมนตัมอีกครั้งโดยเน้นการเก็งกำไรระยะสั้นที่ขับเคลื่อนด้วยข่าวและ Story มากกว่าพื้นฐาน โดย ‘ความคิดเห็น’ จากนักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่า ถึงแม้ทุนและความสนใจจะหลั่งไหลเข้ามา แต่โอกาสที่ราคาจะผันผวนตามกระแสสังคมมีสูง จึงแนะนำให้ลงทุนอย่างมีสติและระวังภาวะฟองสบู่ซ้ำรอยเดิม
คำสำคัญ: เหรียญมีม, ตลาดคริปโต, PEPE, FLOKI, BONK, สมาร์ทมันนี่, อีลอน มัสก์, ทรัมป์, โมเมนตัม, USDC
ความคิดเห็น 0