ไนกี้ขายกิจการ RTFKT ถอนตัวจาก NFT เต็มรูปแบบ หวนคืนโฟกัสธุรกิจหลัก
ไนกี้ ประกาศขายกิจการ RTFKT ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่มุ่งเน้นด้าน NFT อย่างเงียบ ๆ ด้วยเป้าหมายชัดเจนในการถอนตัวออกจากธุรกิจดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อกลับมาให้ความสำคัญกับธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์กีฬา โดยการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางยอดขายที่ลดลงของแบรนด์ภายใต้การดูแล อาทิ คอนเวิร์ส ซึ่งรายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วลดลงถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นในออริกอน ไนกี้ได้ดำเนินการขาย RTFKT อย่างเงียบ ๆ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2025 โดยไม่มีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ และไม่เปิดเผยผู้ซื้อหรือมูลค่าการซื้อขายใด ๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการตามแผนที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ในการยุติบทบาทในวงการ NFT อย่างเต็มรูปแบบ
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2021 ไนกี้ได้เข้าซื้อกิจการ RTFKT เพื่อตอบรับกระแสคริปโตและเมตาเวิร์สที่กำลังเติบโต โดยในขณะนั้น ‘จอห์น โดนาโฮ’ ซีอีโอของไนกี้ ได้ผลักดันกลยุทธ์ขยายช่องทางขายดิจิทัลผ่านสินค้าที่เน้นการใช้งานในโลกเสมือน RTFKT กลายเป็นที่รู้จักจากการสร้างอวตาร Clone X และรองเท้าดิจิทัลที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักสะสม NFT
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ตลาดคริปโตและ NFT ได้เข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่อง จนในเดือนมกราคม 2025 ทาง RTFKT ได้ประกาศปิดให้บริการแพลตฟอร์ม Web3 ของตนเอง เพียงไม่ถึงหนึ่งปีต่อมา ไนกี้ก็ตัดสินใจขายกิจการ RTFKT ออกไป โดยขณะนั้นราคา NFT ของ RTFKT ตกลงอย่างรุนแรงหลังจากผ่านจุดสูงสุด
ไนกี้กล่าวถึงการขายดังกล่าวว่าเป็น ‘การเริ่มต้นบทใหม่’ แต่ท่าทีของบริษัทสะท้อนชัดถึงการถอนตัวจากการทดลองด้านบล็อกเชน แม้ยังคงยืนยันว่าจะลงทุนในประสบการณ์นวัตกรรมทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และในโลกเสมือนต่อไป แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถึง NFT หรือเทคโนโลยีบล็อกเชนโดยตรงอีกต่อไป *ความคิดเห็น* การตัดสินใจครั้งนี้บ่งชี้ว่า NFT แบบเดิม ๆ อาจไม่มีที่ยืนในกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัทอีกต่อไป
ในด้านกฎหมาย ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายน 2025 กลุ่มผู้บริโภคที่เคยลงทุนใน NFT ของ RTFKT ได้ยื่นฟ้องไนกี้แบบกลุ่มต่อศาลรัฐบาลกลางในบรู๊คลิน รัฐนิวยอร์ก โดยเรียกร้องค่าเสียหายอย่างน้อย 5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 72.3 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่าไนกี้ทำให้มูลค่าของ NFT กลายเป็นศูนย์โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า
หนึ่งในผู้ฟ้องหลักคือ ‘แจกดีพ จิมา’ นักลงทุนชาวออสเตรเลีย กล่าวว่าทรัพย์สินดิจิทัลของเขากลายเป็นไร้ค่า บางส่วนแสดงภาพไม่ได้ และไม่มีการดูแลรักษาอีกต่อไป โดยคดีนี้อ้างอิงถึงการละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในหลายรัฐ รวมถึงนิวยอร์ก, แคลิฟอร์เนีย, ฟลอริดา และออริกอน
*ความคิดเห็น* คดีนี้สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของกลยุทธ์แบรนด์ที่ใช้ NFT เป็นศูนย์กลาง และผลลัพธ์ที่ขาดความต่อเนื่องอาจทำลายความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อมูลค่าทรัพย์สินดิจิทัลไม่ได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสมจากบริษัทใหญ่
ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม CoinGecko ระบุว่า มูลค่ารวมของตลาด NFT หายไปกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.7 ล้านล้านวอน ตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนเมษายน 2022 ขณะที่ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงเหลือเพียง 4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 57.8 ล้านบาท ทำให้ตลาดเผชิญกับภาวะซบเซาอย่างรุนแรง
ถึงแม้จะมีข่าวลือว่าโทเคนที่เกี่ยวข้องกับ RTFKT พุ่งขึ้นถึง 270% หลังข่าวขายกิจการแพร่กระจาย แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานว่าตลาดจะกลับมาฟื้นตัวหรือสร้างความเชื่อมั่นได้อีกครั้ง
การขาย RTFKT ในครั้งนี้จึงอาจมองได้ว่าเป็นการยืนยันว่าไนกี้ภายใต้การนำของซีอีโอคนใหม่ ‘เอลเลียต ฮิลล์’ จะหันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เน้น ‘ประสิทธิภาพด้านกีฬา’ อีกครั้ง โดยเลือกที่จะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานของแบรนด์มากกว่าการทดลองในพื้นที่บล็อกเชน
*คำสำคัญ*: NFT, ไนกี้, RTFKT, บล็อกเชน, ตลาดซบเซา, ฟ้องร้อง集団, NFT ขาดมูลค่า
*ความคิดเห็น* การถอนตัวของไนกี้ตอกย้ำความจริงว่า แม้แต่แบรนด์ระดับโลกก็ไม่สามารถต้านทานคลื่นตกต่ำของ NFT ได้ โครงการที่ขาดโครงสร้างที่มั่นคงและการสนับสนุนในระยะยาว อาจกลายเป็นเพียงการทดลองที่จบลงแบบไร้เสียง
ความคิดเห็น 0