บริษัทไรออต แพลตฟอร์มส์(Riot Platforms) ทำการขายบิตคอยน์(BTC) จำนวน 1,818 เหรียญในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นการขายสินทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท โดยสามารถระดมทุนได้รวมกว่า 161.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,345 ล้านบาท) การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะที่ ‘แฮชไพรซ์’ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการขุด ร่วงลงระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ส่งผลให้ไรออตเปลี่ยนจากกลยุทธ์ถือบิตคอยน์ระยะยาวไปสู่การถือเงินสดเพื่อเพิ่มสภาพคล่องแทน
ในรายงานประจำเดือนของบริษัท ไรออตระบุว่าได้ขายบิตคอยน์ในเดือนธันวาคมมากกว่าปริมาณที่ผลิตได้ในเดือนเดียวกันถึงเกือบ 4 เท่า โดยจำหน่ายที่ราคาเฉลี่ยเหรียญละ 88,870 ดอลลาร์ คิดเป็นการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายถึง 375% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณบิตคอยน์ที่ถือครองจึงลดลงจากกว่า 19,300 เหรียญ เหลือเพียง 18,005 เหรียญ
‘คำ’แฮชไพรซ์ที่ตกลงมาเหลือราว 37 ดอลลาร์ต่อเทราแฮช บ่งบอกชัดว่ากำไรจากการขุดกำลังหดหาย ‘ความคิดเห็น’สาเหตุสำคัญเป็นเพราะแฮชเรทที่สูงขึ้นและความยากในการขุดที่เพิ่ม ทำให้ต้นทุนขยับขึ้นขณะที่รางวัลจากการขุดลดลง สถานการณ์นี้ทำให้บางบริษัทตัดสินใจหันเหกิจการหรือยุติการดำเนินงานบางส่วน
แม้ไรออตจะสามารถเพิ่ม ‘ประสิทธิภาพ’ ในการดำเนินงานได้บ้าง เช่น อัตราการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 14.8 BTC/วัน, แฮชเรทใช้งานอยู่ที่ 34.9 EH/s และลดอัตราการใช้พลังงานเหลือเพียง 20.2 จูลต่อเทราแฮช อีกทั้งยังได้รับเครดิตพิเศษจากการควบคุมการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นมูลค่าราว 6.2 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกอย่าง ‘การลดรางวัลจากการขุด’ ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2024 ที่บล็อกรีวอร์ดลดจาก 6.25 BTC เหลือเพียง 3.125 BTC รวมถึงรายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันอยู่มาก
สอดคล้องกับแนวโน้มใหม่ของอุตสาหกรรมที่หลายบริษัทกำลังพลิกทิศจากการเป็น ‘บริษัทขุดบิตคอยน์’ ไปสู่ ‘บริษัทเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน’ โดยเฉพาะในกลุ่มอัจฉริยะประดิษฐ์(AI) และการประมวลผลขั้นสูง(HPC) ตัวอย่างเช่น ไคลนส์ปาร์ค(CleanSpark), เทอร่าวูล์ฟ(TeraWulf), ไซเฟอร์ ไมนิง(Cipher Mining), และบิตฟาร์มส์(Bitfarms) ต่างทยอยประกาศสร้างและขยายโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวด้วยมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
บิตฟาร์มส์เพิ่งบันทึกขาดทุน 46 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 3 และประกาศลดการขุดบิตคอยน์ลงเพื่อพัฒนาโครงสร้าง AI อย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่ไรออตเองก็ให้ความสำคัญกับ ‘การแปรรูปศูนย์ข้อมูลเป็นแหล่งรายได้’ โดยมองว่าการเข้าถึงพลังงานสามารถสร้างรายได้มากกว่าการผลิตแฮชเพาเวอร์โดยตรง
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่ากังวลว่า หนี้ของบริษัทขุดคริปโตรายใหญ่ๆ เพิ่มขึ้นจาก 2.1 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า เป็นกว่า 12.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน (ประมาณ 18.4 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนก่อสร้างและปรับโครงสร้างเพื่อตอบโจทย์การขยายของ AI และ HPC
สุดท้าย บริษัทไรออตได้ประกาศยุติการรายงานผลการดำเนินงานรายเดือน โดยเปลี่ยนไปเป็นการสื่อสารแบบ ‘รายไตรมาส’ แทน เพื่อให้สามารถสะท้อนถึงกลยุทธ์ระยะยาวและแผนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ในการเปลี่ยนจากบริษัทขุดคริปโตไปสู่ผู้เล่นหลักในวงการพลังงานและเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานระดับสูง
ความคิดเห็น 0