กลุ่มล็อบบี้คริปโตที่ได้รับการสนับสนุนจาก ‘คอยน์เบส(Coinbase)’ เร่งผลักดันกฎหมาย ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026
‘สแตนด์ วิท คริปโต(Stand With Crypto)’ กลุ่มรณรงค์ที่ได้รับการสนับสนุนจากคอยน์เบส(Coinbase) ประกาศว่าจะให้การผ่านร่างกฎหมายกำหนดโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ เป็นภารกิจหลัก ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 โดยกลายเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลในการล็อบบี้ด้านคริปโตที่สำคัญในเวลานี้
จากรายงานเมื่อวันที่ 24 กลุ่มสแตนด์ วิท คริปโตสามารถดึงผู้สนับสนุนรายใหม่ได้มากถึง 675,000 คนทั่วประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดสมาชิกทั้งหมดแตะ 2.6 ล้านคน นับว่าเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ใหญ่ที่สุดในวงการคริปโต และอาจสร้างอิทธิพลต่อการร่างนโยบายโดยตรง
นอกจากการสนับสนุนผู้สมัครสมาชิกสภาคองเกรสที่มีจุดยืนสนับสนุนคริปโตทั้งในสภาสูงและสภาล่างแล้ว กลุ่มยังชูเป้าหมายสูงสุด คือ การผลักดัน ‘ร่างพระราชบัญญัตินวัตกรรมทางการเงินอย่างรับผิดชอบ (Responsible Financial Innovation Act)’ ที่มีเนื้อหาจำแนกขอบเขตอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลหลักอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(SEC) และคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์(CFTC) ให้ชัดเจนมากขึ้น
‘ความไม่ชัดเจนด้านกฎระเบียบ’ ถือเป็นอุปสรรคหลักที่ธุรกิจคริปโตในสหรัฐฯ ต้องเผชิญมานาน โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคดีความระหว่างบริษัทคริปโตและ SEC มากขึ้น ส่งผลให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกมองว่าเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ในการสร้างความมั่นใจให้แก่อุตสาหกรรม และอาจนำไปสู่การยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบการเงินหลัก
องค์กรไม่แสวงหากำไร ‘บูตสแตรป’ เผย โครงสร้างไม่เอื้อต่อการลงทุน จุดแตกหักโครงการกระเป๋า ‘Zashi’
บริษัทพัฒนาเจ้าใหญ่ในวงการคริปโตอย่างอีเล็กทริก คอยน์ คอมพานี(ECC) ซึ่งอยู่เบื้องหลังการพัฒนาเหรียญความเป็นส่วนตัวอย่างซีแคช(ZEC) ได้ตัดสินใจแยกตัวจากองค์กรไม่แสวงหากำไร ‘บูตสแตรป(Bootstrap)’ และจัดตั้งกลุ่มใหม่ หลังเกิดความขัดแย้งภายใน โดยแหล่งข่าวระบุว่าต้นตอปัญหาคือ ‘ข้อจำกัดของโครงสร้างไม่แสวงหากำไร’ ที่ขัดขวางการระดมทุนจากภายนอก
ECC เผยว่า มีความกังวลต่อ ‘ความพยายามแทรกแซงกระบวนการกำกับดูแล’ จากฝ่ายที่ต้องการควบคุมทิศทางการพัฒนา ซึ่งจุดเน้นของความขัดแย้งคือโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลตัวใหม่ชื่อ ‘Zashi’ ที่ทั้งสองฝ่ายต้องการให้กลายเป็นโครงการเชิงพาณิชย์เพื่อดึงดูดนักลงทุน แต่ถูกจำกัดโดยข้อกฎหมายขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ
Zashi เปิดตัวในช่วงต้นปี 2024 เป็นแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินแบบโอเพ่นซอร์สที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานใด ซึ่งแม้จะได้รับการยอมรับในแง่เทคนิคและแนวคิด ‘ความเป็นส่วนตัว’ แต่ความพยายามผลักดันนวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์ กลับต้องสะดุดเพราะข้อจำกัดของสถานะนิติบุคคล ‘องค์กรเพื่อสาธารณะประโยชน์’ ที่ไม่สามารถเสนอผลตอบแทนหรือควบรวมกับฝ่ายธุรกิจได้
ความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องระบุว่า กรณีนี้สะท้อนข้อจำกัดของการดำเนินงานภายใต้รูปแบบองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ไม่ตอบโจทย์ต่อโมเดลธุรกิจแบบเปิดเสรีในวงการคริปโตในปัจจุบัน
วายโอมิงเปิดตัว ‘FRNT’ เหรียญสเตเบิลคอยน์แรกโดยรัฐ จุดประกายโมเดลใหม่ของการเงินสาธารณะ
รัฐวายโอมิงในสหรัฐอเมริกากลายเป็นรัฐแรกของประเทศที่ประกาศ ‘เปิดตัว’ สเตเบิลคอยน์ของภาครัฐอย่างเป็นทางการ โดยเหรียญดังกล่าวชื่อว่า ‘ฟรอนเทียร์ สเตเบิล โทเคน(FRNT)’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยเงินดอลลาร์สหรัฐในอัตราเต็มจำนวน และมาพร้อมการันตีโดยหน่วยงานรัฐ
มาร์ก กอร์ดอน(Mark Gordon) ผู้ว่าการรัฐวายโอมิง กล่าวเมื่อวันที่ 24 ว่า “FRNT เป็นสเตเบิลคอยน์ตัวแรกในประเทศที่ออกโดยหน่วยงานสาธารณะ พร้อมระบบรองรับเงินทุน 100% ซึ่งจะเป็นช่องทางการทำธุรกรรมที่ต้นทุนต่ำ โปร่งใส และช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐ”
โทเคน FRNT มีการใช้งานบนเครือข่ายบล็อกเชนของโซลานา(SOL) พร้อมรองรับการเชื่อมโยง(Bridge) ไปยังเครือข่ายอื่นอย่างอีเธอเรียม(ETH), โพลีгон(MATIC), อวาแลนเช(AVAX), เบส(Base), ออปติมิซึม(OP), และอาร์บิทรัม(ARB) อีกทั้งยังสามารถซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มคราเคน(Kraken) และบัตรเดบิตดิจิทัล เรน(Rain) ที่ใช้ระบบของวีซ่า(Visa)
การที่รัฐบาลท้องถิ่นออกเหรียญอย่างเป็นทางการเช่นนี้ กลายเป็น *สัญญาณสำคัญ* ของทิศทางการบูรณาการสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องพึ่งพาธนาคารกลางกลางของชาติหรือโครงการสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC)
*ความคิดเห็น*: นักวิเคราะห์เชื่อว่า การเปิดตัว FRNT อาจกลายเป็นต้นแบบให้รัฐอื่นๆ ในสหรัฐฯ กล้าลองใช้โครงสร้างคล้ายกันเพื่อขยับเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างมีแบบแผนมากขึ้น หลังจากที่วงการคริปโตต้องรอความชัดเจนทางกฎหมายและบทบาทของภาครัฐมาอย่างยาวนาน
ความคิดเห็น 0