ในขณะที่วิกฤตด้านห่วงโซ่อุปทานยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระบบเศรษฐกิจโลก ‘บล็อกเชน’ กำลังเป็นที่จับตามองในฐานะ *ทางออก* ที่มีศักยภาพสูง จากรายงาน *การวิจัยนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเว็บ 3.0* ชี้ว่า หากเทคโนโลยีบล็อกเชนถูกนำไปใช้ในระบบห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและขาดความโปร่งใส การ ‘แชร์ข้อมูล’ จะกลายเป็นเรื่องที่โปร่งใสและเกิด ‘ระบบอัตโนมัติ’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งภายในและต่างประเทศในภาคค้าปลีก โลจิสติกส์ และการผลิตต่างเริ่ม *ทดลองใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นบนบล็อกเชน* แล้ว ตัวอย่างเช่น วอลมาร์ท ไชน่า, JD.com, และคาร์ฟูร์ มีการใช้ระบบติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบอาหารแบบเรียลไทม์ ด้าน IBM และ Maersk ร่วมพัฒนา ‘TradeLens’ เพื่อบันทึกข้อมูลขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระดับโลกลงบนบล็อกเชน ขณะเดียวกันผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง BMW, เรโนลต์ และเบนซ์ ก็เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้ในการจัดการข้อมูลชิ้นส่วนและการรับมือต่อกฎระเบียบ
แม้บล็อกเชนจะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในฐานะ ‘แหล่งข้อมูลความจริงเพียงหนึ่งเดียว’ ที่เชื่อถือได้ แต่หลายบริษัทกลับยังลังเล ผลการศึกษาเดียวกันระบุว่า ความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบสูง ปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนกับระบบเดิม (EID และ API) และการขาดมาตรฐานเดียวกันเป็นอุปสรรคสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงหลัง *สามารถลดข้อกังวลเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ* โดยเฉพาะการบันทึกเฉพาะข้อมูลแฮชลงบนบล็อกเชน ขณะที่ข้อมูลต้นฉบับยังถูกเก็บไว้ภายในองค์กร ช่วยลดความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหล อีกทั้งการผสาน ‘สเตเบิลคอยน์’ กับ ‘สมาร์ตคอนแทรกต์’ ในระบบชำระเงินอัตโนมัติ ยังช่วยให้การชำระเงินเกิดขึ้นทันทีเมื่อการขนส่งเสร็จสิ้น ซึ่งประหยัดทั้ง ‘เวลาและต้นทุน’ เมื่อเทียบกับระบบโอนเงินผ่าน SWIFT
นอกจากนี้ การเติบโตของแนวทาง ESG รวมถึงความต้องการข้อมูลที่เชื่อถือได้ ส่งผลให้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างการปล่อยก๊าซคาร์บอนและประวัติการรีไซเคิล ก็เข้าสู่ระบบบล็อกเชนมากขึ้น โครงการอย่าง TrusTrace ของอาดิดาส และ Battery Passport ของวอลโว่ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อผสานกับ AI ระบบเหล่านี้ยิ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ส่งผลต่อความแม่นยำในด้านการคาดการณ์ความต้องการ และบริหารสินค้าคงคลังได้ดีขึ้น
รายงานจาก *การวิจัยนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเว็บ 3.0* ยังคาดการณ์ว่า บล็อกเชนจะกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ สำหรับการจัดการขั้นตอนทางธุรกิจตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่การสั่งซื้อไปจนถึงการชำระเงินโดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังอาจต่อยอดไปสู่ระบบเศรษฐกิจข้อมูล (Data Token Economy) ซึ่งผู้ให้ข้อมูลจะได้รับรางวัลเป็นโทเคน และบุคลากรสามารถทำงานเชิงกลยุทธ์ แทนงานที่ต้องทำซ้ำไปซ้ำมา
สรุปแล้ว การใช้บล็อกเชนใน *การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (SCM)* อย่างมียุทธศาสตร์ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งด้าน ‘ประสิทธิภาพการผลิต’ และ ‘ธรรมาภิบาล’ เทคโนโลยีนี้กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริม ‘ความน่าเชื่อถือและความยืดหยุ่น’ ของห่วงโซ่อุปทานโลก และเป็นเวลาที่ทั้งภาครัฐและอุตสาหกรรมต้องร่วมกันตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างจริงจัง
ความคิดเห็น 0