เมื่อวันที่ 10 มกราคม (เวลามาตรฐานสากล) เกิดเหตุโจรกรรมคริปโตเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ โดยอาศัยเทคนิค ‘วิศวกรรมสังคม’ โจรกรรมทรัพย์สินจากฮาร์ดวอลเล็ตของเหยื่อไปทั้งสิ้นราว 3.28 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,838 พันล้านวอน หรือราว 3,800 พันล้านบาท) ซึ่งประกอบด้วยบิตคอยน์(BTC)และไลต์คอยน์(LTC) ส่งผลให้เหตุดังกล่าวกลายเป็นการโจรกรรมคริปโตมูลค่าสูงที่สุดในปี 2026
ตามรายงานจากนักวิเคราะห์บล็อกเชนผู้ใช้นามว่า แซคเอ็กซ์บีที(ZachXBT) ระบุว่า แฮกเกอร์ได้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดวอลเล็ตเพื่อหลอกเหยื่อให้เปิดเผยข้อมูลสำคัญ จากนั้นรีบนำคริปโตที่ขโมยมาไปแปลงเป็นโมเนโร(XMR)ผ่านแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนทันที ซึ่งทำให้ราคาของโมเนโรพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการใช้บริการ ‘ทอร์เชน(Thorchain)’ ในการแปลงบิตคอยน์ไปยังสกุลอื่นอย่าง อีเธอเรียม(ETH), ริปเปิล(XRP) และไลต์คอยน์ เพื่อหลบเลี่ยงการติดตามเส้นทางเงิน
เหตุการณ์นี้รุนแรงยิ่งกว่าเคสชื่อดังในเดือนสิงหาคม 2024 ที่แฮกเกอร์อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนของ ‘เจเนซิส’ และ ‘เจมินี’ เพื่อล้วงข้อมูลจากเหยื่อผ่านการขอแชร์หน้าจอบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้คริปโตกว่า 243 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,586 พันล้านวอน) ถูกขโมยไป
อย่างไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องในคดีปี 2024 ถูกจับกุมเกือบทั้งหมดจากความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยผู้ใช้ชื่อว่า ‘บ็อกซ์’ และ ‘กริวิซ’ ถูกควบคุมตัวที่ลอสแอนเจลิสและไมอามี ขณะที่ ‘วิซ’ ถูกตำรวจกลางสหรัฐจับ ส่วนหนึ่งในผู้ต้องหา ดานี จูลฟีการ์ ข่าน(Dani Zulfiqar Khan) ถูกจับในดูไบ รวมทั้งสิ้นมีผู้ถูกฟ้องถึง 12 ราย และมีการอายัดทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
ในขณะเดียวกัน รูปแบบของ ‘วิศวกรรมสังคม’ ก็ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นเครื่องมือหลักในการโจรกรรมคริปโต โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านแอปประชุมออนไลน์ชื่อดังอย่าง Zoom และ Teams ที่ใช้เพื่อส่งลิงก์ปลอมซึ่งแฝงมัลแวร์รูปแบบใหม่
เทย์เลอร์ โมนาแฮน ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจากเมตาแมสก์กล่าวว่า แฮกเกอร์จากเกาหลีเหนือมักจะแอบอ้างว่าเป็นบุคคลที่เคยมีประวัติพูดคุยมาก่อน แล้วส่งลิงก์ประชุมปลอมที่ซ่อนโปรแกรมลับสำหรับแฮกข้อมูลคริปโตไว้เบื้องหลัง เชื่อว่าสามารถขโมยไปได้รวมแล้วกว่า 300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,426 พันล้านวอน)
นอกจากนี้ ยังมีการพบการโจมตีแบบ ‘address poisoning’ หรือการหลอกให้เหยื่อโอนเงินไปยังที่อยู่กระเป๋าที่ดูคล้ายของตนเอง ตัวอย่างเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ผู้ใช้รายหนึ่งสูญเงินไปกว่า 50 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 737 พันล้านวอน) จากการโอนผิดบัญชี และในกรณีมัลติซิกกระเป๋าอีกหนึ่งครั้งก็เกิดการสูญเสียกว่า 27.3 ล้านดอลลาร์ (ราว 403 พันล้านวอน)
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยตลาดเผยว่า ความเสียหายทั่วโลกในปี 2025 จากการโจรกรรมคริปโตมีมูลค่ารวมกว่า 3.4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 5.1 ล้านล้านวอน) โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เพียงปี 2024 มูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมคริปโตสูงถึง 9.3 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 13.7 ล้านล้านวอน) โดยส่วนใหญ่เป็นการฉ้อโกงการลงทุน คิดเป็น 5.7 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.4 ล้านล้านวอน)
ที่น่าตกใจคือ กลุ่มผู้สูงวัยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีความเสียหายเฉลี่ยต่อคนคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 4.1 ล้านล้านวอน)
นาเวน คุปตา(Navin Gupta) ซีอีโอของบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนอย่างคริสตัล แพลตฟอร์มกล่าวว่า “ถึงแม้จะมีระบบความปลอดภัยทางเทคนิค แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางการโจมตีแบบวิศวกรรมสังคมได้”
เขาแนะนำว่า ผู้ใช้ควรตรวจสอบตัวอักษรของที่อยู่ผู้รับอย่างละเอียด หลีกเลี่ยงการใช้การยืนยันแบบข้อความ และหมั่นใช้กุญแจความปลอดภัย(hardware keys) บ่อยครั้ง
เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ควรตั้งสมมุติฐานไว้เสมอว่า ข้อความที่ไม่คาดคิดอาจเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ นี่คือการฝึกความคิดเชิงรุกที่สามารถป้องกันปัญหาได้มากกว่า 80%” *ความคิดเห็น*
ถึงแม้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยจะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่การโจมตีโดยอาศัย ‘มนุษย์’ ยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญของโลกคริปโต เหตุการณ์โจรกรรมครั้งล่าสุดที่มีมูลค่ากว่า 3,800 พันล้านบาท เป็นอีกหนึ่ง ‘เสียงเตือน’ ที่แสดงให้เห็นว่า การระแวดระวังและความรอบคอบในการใช้งานนั้นสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีที่ใช้ปกป้องข้อมูลและสินทรัพย์ดิจิทัล
ความคิดเห็น 0