การล้มเหลวของการเสนอร่างกฎหมาย CLARITY ในสภาคองเกรสสหรัฐฯ กลับกลายเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมคริปโต ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหลายรายที่มองว่า หากร่างฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบ จะสร้างภาระด้านกฎระเบียบที่มากเกินไป โดยเฉพาะกับภาคการเงินแบบไร้ตัวกลางหรือ *ดีไฟน์(DeFi)* ซึ่งอาจกระทบต่อการเติบโตของระบบนิเวศโดยรวม
มิคาเอล ฟาน เดอ โพป(Michaël van de Poppe) นักวิเคราะห์ตลาดคริปโตชื่อดัง กล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “หากร่างกฎหมาย CLARITY ถูกบังคับใช้ในรูปแบบปัจจุบัน จะส่งผลลบต่อทั้งตลาด” และเสริมว่า เหตุการณ์นี้นับเป็นโอกาสที่ภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐสามารถกลับมาเจรจาเพื่อร่างแนวทางใหม่ที่สมดุล์ยิ่งขึ้น โดยเปรียบเทียบกับเส้นทางการออกระเบียบ *MiCA* ของสหภาพยุโรป
ปมร้อนของ CLARITY คือประเด็นเกี่ยวกับ ‘สเตเบิลคอยน์แบบมีผลตอบแทน’ ที่กำลังกลายเป็นจุดโต้เถียงสำคัญ ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ตามเวลาท้องถิ่น *คอยน์เบส(Coinbase)* ได้ถอนการสนับสนุนกฎหมายดังกล่าว โดยไบรอัน อาร์มสตรอง(Brian Armstrong) ซีอีโอของบริษัท ชี้ว่าร่างฉบับนี้มีปัญหา 3 ประการหลัก ได้แก่ การแบนโทเคนที่ใช้แทนหุ้นแบบดิจิทัล (*tokenized stocks*), การเปิดทางให้รัฐบาลเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ DeFi และการห้ามผลิตภัณฑ์สเตเบิลคอยน์ที่ให้ผลตอบแทน
เขาระบุว่า การห้ามสเตเบิลคอยน์ลักษณะนี้ อาจทำให้ *ดอลลาร์สหรัฐ* สูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน โดยยกตัวอย่างว่า *หยวนดิจิทัลของจีน* เริ่มให้ดอกเบี้ยแล้วในบางกรณี ขณะที่สหรัฐฯ กำลังจำกัดตนเองอย่างไม่จำเป็น
แอนโทนี สคารามุชชี(Anthony Scaramucci) แห่งสกายบริดจ์ แคปิตอล มองว่า CLARITY อาจเป็นเครื่องมือที่ธนาคารใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันจากสกุลเงินดิจิทัล เขากล่าวว่า “ธนาคารกำลังยับยั้งการเติบโตของผู้ผลิต Stablecoin ที่สร้างรายได้ แต่จีนกลับเปิดรับโอกาสนี้ สุดท้ายประเทศเกิดใหม่จะเลือกใช้ระบบแบบไหน?”
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อม คือข้อเสนอให้แบน *สเตเบิลคอยน์แบบมีผลตอบแทน* โดยสิ้นเชิง ซึ่งถือว่ารุนแรงยิ่งกว่าร่างกฎหมาย GENIUS ที่เคยเสนอมาก่อนหน้า ทั้งนี้ เหล่าธนาคารดั้งเดิมก็เริ่มแสดงความกังวล โดยไบรอัน มอยนีฮาน(Brian Moynihan) ซีอีโอของแบงค์ออฟอเมริกา เตือนว่า หาก Stablecoin แบบใหม่เหล่านี้ได้รับความนิยม เงินฝากธนาคารทั่วสหรัฐฯ อาจสูญหายกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะกระทบต่อกำลังปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินแบบเดิม
ซีอีโอของคอยน์เบส ระบุว่า ยังอยู่ระหว่างเจรจากับ *ทำเนียบขาว* โดยชื่นชมการหารือว่าเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ ขณะที่นักลงทุนคริปโตชื่อดังอย่าง นิค คาร์เตอร์(Nic Carter) ออกมาเตือนว่า “อย่าทำลายสเตเบิลคอยน์ที่ให้ผลตอบแทน หากถูกลบออก ระบบจะถดถอยไปไม่ต่ำกว่าหนึ่งรุ่น”
แม้ร่าง CLARITY ยังอยู่ในระหว่างหารือ แต่สัญญาณจากฝั่งภาคธุรกิจและนักลงทุนชัดเจนว่าต้องการแนวทาง *การปรับปรุงให้สมดุล* มากกว่าแรงกดดันด้านกฎระเบียบที่อาจส่งผลย้อนกลับ
ฟาน เดอ โพป ปิดท้ายว่า "สิ่งที่ควรเกิดขึ้นต่อไปคือ การต่อรองระหว่างฝั่งนโยบายและอุตสาหกรรม เพื่อสร้างกฎระเบียบแบบสมดุลคล้ายกับ MiCA ที่ยุโรปกำลังดำเนินการอยู่"
สถานการณ์ล่าสุดนี้ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมคริปโตไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีทางการเงินอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจระดับโลกที่อาจเปลี่ยนแปลงสมดุลของระบบการเงินในอนาคต.
ความคิดเห็น 0