เทเธอร์(Tether) ผู้ให้บริการสเตเบิลคอยน์ระดับโลกได้ประกาศเปิดตัว ‘USAt’ ซึ่งเป็นดิจิทัลดอลลาร์รูปแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นตามกรอบกฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าเงินฝากธนาคารแบบดั้งเดิมอาจถูกแย่งชิงโดยสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้จุดกระแสความกังวลขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะกับธนาคารระดับภูมิภาคของสหรัฐฯ ที่เผชิญแรงกดดันจากความเป็นไปได้ที่เงินฝากจะไหลออกจากระบบ
จากรายงานล่าสุดของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(Standard Chartered) ระบุว่า สเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับมูลค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานเงินฝากของธนาคารทั่วโลก รวมถึงสหรัฐฯ เจฟฟ์ เคนดริก(Geoff Kendrick) หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคารคาดการณ์ว่า ตลาดสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์มีมูลค่าราว 301.4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 433 ล้านล้านวอน และอาจทำให้เงินฝากในระบบธนาคารสหรัฐลดลงมากถึงหนึ่งในสาม
เคนดริกยังชี้ให้เห็นถึงความล่าช้าในการพิจารณากฎหมาย CLARITY ซึ่งมีเป้าหมายห้ามการออกสเตเบิลคอยน์ที่มีการให้ผลตอบแทน ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่สเตเบิลคอยน์มีต่อรายได้ของธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารขนาดกลางและเล็กที่พึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยสุทธิมากเป็นพิเศษ ธนาคารที่ถูกระบุว่าอาจได้รับผลกระทบรุนแรงในกรณีนี้ ได้แก่ เฮนติงตัน แบงก์แชร์ส, M&T แบงก์, ทรูอิสต์ ไฟแนนเชียล และ CFG แบงก์
“ความคิดเห็น” ภายในวงการแบ่งออกเป็นสองฝั่ง โคอินเบส(Coinbase) ได้ถอนการสนับสนุนกฎหมาย CLARITY แล้ว ขณะที่เจเรมี แอลลายร์ CEO ของเซอร์เคิล(Circle) โต้แย้งว่าการไหลออกของเงินฝากจากธนาคารไปยังสเตเบิลคอยน์ในระดับมหาศาลนั้น “ไม่ใช่สิ่งที่สมเหตุสมผล”
ในอีกด้านของเหตุการณ์ สหรัฐฯ เผชิญกับพายุฤดูหนาวรุนแรง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหมืองบิตคอยน์(BTC) อย่างหนัก สถานการณ์พลังงานไม่มั่นคงใน 36 รัฐทำให้ผู้ขุดจำนวนมากต้องลดกำลังขุดเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า
ตามข้อมูลจากโคอินวอร์ซ(CoinWarz) เผยว่า ค่า ‘แฮชเรต’ ของเครือข่ายบิตคอยน์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 663 EH/s ลดลงกว่า 40% ภายในสองวัน ก่อนจะฟื้นกลับมาเล็กน้อยที่ 854 EH/s ในวันจันทร์ บริษัทขุดเหมืองในออริกอนอย่าง Abundant Mines เปิดเผยว่า ราว 40% ของพลังขุดทั่วโลกหยุดทำงานชั่วคราวภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา “ความคิดเห็น” ทั้งนี้ สหรัฐฯ ถือเป็นศูนย์กลางที่มีส่วนแบ่งมากถึง 38% ของพลังขุดโลก ส่งผลให้เหตุการณ์ดังกล่าวอาจมีผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่น้อย
พายุฤดูหนาวยังส่งผลกระทบต่อกำหนดการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับคริปโตเช่นกัน โดยคณะกรรมาธิการการเกษตรของวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้เลื่อนการลงคะแนนในร่างกฎหมาย Digital Commodity Intermediaries Act ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนในการกำหนดอำนาจกำกับดูแลของคณะกรรมาธิการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์(CFTC) ต่อสินทรัพย์ดิจิทัล งานสัมมนาด้านการประสานกฎระเบียบคริปโตที่จัดโดย SEC และ CFTC ก็ถูกเลื่อนออกไปด้วย สาเหตุคาดว่าเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศเลวร้ายซึ่งทำให้เกิดปัญหาถนนลื่น, ไฟฟ้าดับ และการปิดสถานศึกษาหลายพื้นที่ในวอชิงตัน ดี.ซี.
เหตุการณ์ต่อเนื่องเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดการเงินสหรัฐฯ ต่อภัยธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำว่า ‘สเตเบิลคอยน์’ ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมทางเทคโนโลยี แต่กลายเป็นประเด็นนโยบายที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการเงินแบบดั้งเดิมที่กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ความขัดแย้งและข้อถกเถียงในประเด็นนี้มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในระยะใกล้นี้
ความคิดเห็น 0