บิตคอยน์(BTC) ยังคงได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนสถาบันอย่างเหนียวแน่น ล่าสุดบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลกอย่างแบล็คร็อก ได้เผยแผนเปิดตัวกองทุน ETF ตัวใหม่ที่เน้นการสร้างรายได้แบบเชิงรุก ยืนยันชัดเจนว่าทางบริษัทไม่ได้ต้องการหยุดอยู่แค่กองทุน ETF แบบ Spot เท่านั้น
เมื่อวันที่ 24 ตามเวลาท้องถิ่น แบล็คร็อกได้ยื่นแบบคำขอกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) สำหรับกองทุนชื่อ ‘iShares Bitcoin Premium Income ETF’ ซึ่งมีแนวทางการบริหารแบบใหม่ โดยใช้ *กลยุทธ์คัฟเวอร์ดคอล(Covered Call)* เพื่อเพิ่มผลตอบแทนควบคู่ไปกับการติดตามราคาของบิตคอยน์ โดยวิธีการดังกล่าวใช้วิธีขายออปชันคอลแบบมีประกันจากสินทรัพย์ที่ถืออยู่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์สร้างรายได้ที่เป็นที่นิยมในโลกการเงินแบบดั้งเดิม
กองทุนใหม่นี้จะใช้ ‘iShares Bitcoin Trust(IBIT)’ ที่ถือครองบิตคอยน์มูลค่ากว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 100.7 ล้านล้านวอน) เป็นพื้นฐานในการออกออปชันเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มจะใช้กลยุทธ์อนุพันธ์จากกองทุน ETP ที่เชื่อมโยงกับราคาบิตคอยน์อีกด้วย หลายฝ่ายในตลาดจึงมองว่านี่คือ *“อนุพันธ์ซ้อนอนุพันธ์”* และเป็นตัวอย่างชัดว่าตลาดการเงินแบบดั้งเดิมกำลังขยายขอบเขตการลงทุนคริปโตอย่างซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เวนดี โอ(Wendy O) นักวิเคราะห์คริปโตชื่อดัง กล่าวว่า การเคลื่อนไหวนี้คือ *“สัญญาณที่ชัดเจน”* ว่าสถาบันยังคงเลือกลงทุนในบิตคอยน์ เธอระบุว่า “หากไม่ได้มีความเชื่อมั่นในบิตคอยน์ แบล็คร็อกคงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะยื่นขอกองทุนใหม่” นอกจากนี้ เวนดี ยังชี้ให้เห็นว่าแบล็คร็อกมีความสนใจในอีเธอเรียม(ETH) อย่างเห็นได้ชัด โดยอีเธอเรียมมีบทบาทเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการ *โทเคนไนซ์สินทรัพย์จริง* ซึ่งเป็นทิศทางที่แบล็คร็อกให้ความสำคัญอย่างมาก
ลาร์รี ฟิงก์ CEO ของแบล็คร็อก เคยระบุว่า “ราว 65% ของสินทรัพย์ที่ถูกโทเคนไนซ์ในตอนนี้อยู่บนบล็อกเชนอีเธอเรียม ไม่มีเครือข่ายอื่นเข้ามาใกล้ได้” ความเห็นนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมแบล็คร็อกจึงเลือกยื่นเฉพาะ ETF ของบิตคอยน์และอีเธอเรียม แม้ว่าเหรียญใหญ่อื่น ๆ อย่างโซลานา(SOL), อวาแลนเช(AVAX), หรือเชนลิงก์(LINK) จะถูกจับตามอง แต่การลงทุนจริงยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง
ในแง่กลยุทธ์ เวนดี โอระบุว่า สถาบันไม่ได้คาดหวังการเคลื่อนไหวระยะสั้นของราคา แต่เน้นกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างแบล็คร็อก, แวนการ์ด, เจพีมอร์แกน และเวลส์ฟาร์โก ล้วนมองหาวิธี *เปิดรับความเสี่ยง (Exposure) แบบชาญฉลาด* และดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทิศทางที่ชัดเจน
ETF ที่ใช้กลยุทธ์คัฟเวอร์ดคอลของแบล็คร็อก จึงถือเป็นการยกระดับกลยุทธ์การลงทุนจากตลาดหุ้นมาสู่โลกของคริปโต เวนดี โอยังเสริมว่า “ในขณะที่ตลาดหุ้นทำงานเหมือนแชร์ลูกโซ่อย่างหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้อย่างชาญฉลาดกำลังกลายเป็นหัวใจของนักลงทุน” ซึ่งเป็นแนวทางที่กำลังเริ่มหยั่งรากในตลาดคริปโตด้วยเช่นกัน
สำหรับนักลงทุนรายย่อย เวนดีแนะนำให้ ‘จับตาเม็ดเงินขนาดใหญ่’ แทนการไล่ตามกระแส เพียงเพราะโทเคนกำลังขึ้น เธอกล่าวว่า โครงการอย่างโซลานา, ริปเปิล(XRP) และเฮเดรา(HBAR) มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว แต่ความเป็นจริงตอนนี้คือ *เงินทุนของสถาบันยังคงเทไปที่บิตคอยน์และอีเธอเรียม* อย่างชัดเจน
การยื่นขอ ETF ใหม่ของแบล็คร็อก ในครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนแค่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่ชี้ให้เห็นถึง *การบรรจบกันของคริปโตและการเงินดั้งเดิม* ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ การมาของ ETF ที่มีทั้งกลยุทธ์อนุพันธ์และวิธีการสร้างรายได้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้คริปโตเคอร์เรนซีเข้าสู่ยุค *ผลตอบแทนที่ยั่งยืน* อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ความคิดเห็น 0