กลุ่มการเงินยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ‘โนมูระ’ เตรียมขยายอิทธิพลในตลาดคริปโตของสหรัฐฯ ผ่านบริษัทลูก ‘เรเซอร์ดิจิทัล’ โดยเมื่อวันที่ 23 (เวลาท้องถิ่น) Financial Times รายงานว่า เรเซอร์ดิจิทัลได้ยื่นคำร้องขอใบอนุญาตธนาคารทรัสต์ระดับประเทศต่อสำนักงานควบคุมสกุลเงินของสหรัฐฯ (OCC) อย่างเป็นทางการ หากได้รับการอนุมัติ บริษัทจะสามารถให้บริการรับฝากและบริหารสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตแยกรายรัฐ
การเคลื่อนไหวของเรเซอร์ดิจิทัลครั้งนี้ถือเป็นการเร่งรุกคืบในตลาดสหรัฐฯ ที่เริ่มแสดงสัญญาณ ‘ผ่อนคลายกฎเกณฑ์’ ต่ออุตสาหกรรมคริปโตมากขึ้น บริษัทมีแผนจะเปิดให้บริการซื้อขายคริปโตแบบสปอต แต่ไม่ครอบคลุมด้านการรับฝากเงินจากลูกค้า โดยกระบวนการขอใบอนุญาตของ OCC ต้องผ่านขั้นตอน ‘อนุมัติเบื้องต้น’ และ ‘อนุมัติขั้นสุดท้าย’ ซึ่งใช้เวลาโดยเฉลี่ยอาจกินเวลานานถึงหนึ่งปี พร้อมทั้งต้องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือในการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน
เรเซอร์ดิจิทัลก่อตั้งขึ้นในปี 2022 และมีสำนักงานใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์ โดยได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้วทั้งในดูไบและสวิตเซอร์แลนด์ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนภาพรวมของบรรดาสถาบันการเงินทั่วโลกที่เริ่มพิจารณาลุยตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของอเมริกาอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ความเติบโตของ *สเตเบิลคอยน์* ซึ่งเป็นหนึ่งใน *สินทรัพย์ดิจิทัล* ที่มีความเกี่ยวพันกับมูลค่าสกุลเงินดอลลาร์ กลับกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อระบบธนาคารของสหรัฐฯ ล่าสุด สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ออกรายงานวิเคราะห์เตือนว่า สเตเบิลคอยน์อาจเร่งให้เกิดการไหลออกของเงินฝากจากธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูงสุด
โจฟ เคนดริก หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ให้ *ความคิดเห็น* ว่า หากมีการเปลี่ยนถ่ายเงินเข้าสู่สเตเบิลคอยน์ในปริมาณเทียบเท่า 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาด อาจทำให้เงินฝากในธนาคารสหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันตามข้อมูลจาก CoinGecko ตลาดของสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 301.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 431 ล้านล้านวอน
โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านผลประกอบการธนาคารอย่าง ‘อัตรากำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ’ (Net Interest Margin: NIM) นั้น ผูกโยงกับปริมาณเงินฝากอย่างใกล้ชิด ทำให้ธนาคารท้องถิ่นถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ถูกกระทบสูง อาทิ Huntington Bancshares, M&T Bank, Truist Financial และ Citizens Financial Group (CFG) ในขณะที่ธนาคารเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่นั้นจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
อนึ่ง การพิจารณากฎหมาย CLARITY ในสภาสหรัฐฯ ซึ่งมีเป้าหมายห้ามสเตเบิลคอยน์มอบดอกเบี้ยแก่ผู้ถือ ยังมีความล่าช้า และการเตือนของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดอาจส่งแรงสะเทือนไปยังวงถกเถียงทางนโยบายต่อไป
ขณะเดียวกัน บิตคอยน์(BTC) ก็เผชิญแรงกระแทกจากอีกด้านหนึ่ง เมื่อสภาพอากาศหนาวจัดและหิมะตกหนักในพื้นที่ตอนกลางของสหรัฐฯ ส่งผลให้ ‘แฮชเรต’ หรือพลังประมวลผลของเครือข่ายบิตคอยน์ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 7 เดือน
ตามรายงานจาก CoinWarz ระบุว่า ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา แฮชเรตของเครือข่ายบิตคอยน์เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว จนต่ำสุดที่ระดับ 663 EH/s ภายในวันอาทิตย์ ซึ่งถือว่าร่วงลงถึง *40%* จากระดับก่อนหน้า และกลับมาฟื้นตัวเล็กน้อยที่ 854 EH/s ในวันจันทร์
สภาพอากาศสุดขั้วครั้งนี้กระทบ 36 รัฐทั่วสหรัฐฯ ทำให้มีประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อศูนย์ข้อมูลที่เป็นพื้นฐานทางพลังงานของ *ธุรกิจขุดคริปโต* โดยเฉพาะในรัฐโอเรกอนที่เป็นฐานของบริษัท Abundant Mines บริษัทให้ *ความคิดเห็น* ว่า พลังการขุดทั่วโลกถึง *40%* ต้องหยุดชะงักในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้
สหรัฐฯ ยังครองอันดับหนึ่งของโลกด้านอัตราส่วนการขุดบิตคอยน์ คิดเป็นประมาณ 38% ของการขุดทั้งหมดทั่วโลก เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นจุดตอกย้ำว่า ปัจจัยด้านสภาพอากาศและ *โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน* จะเป็นความท้าทายสำคัญต่อ ‘ความเสถียรของเครือข่ายบิตคอยน์’ ในอนาคต
ความคิดเห็น 0