สไตรฟ์เพิ่มบิตคอยน์(BTC)อีก 334 เหรียญ หลังเร่งชำระหนี้เกือบทั้งหมดที่เกิดจากการเข้าซื้อกิจการของเซมเลอร์ ไซแอนทิฟิค โดยบริษัทเปิดเผยว่าได้ใช้เงินที่ได้จากการออกหุ้นบุริมสิทธิในการจัดหา บิตคอยน์ พร้อมลดภาระหนี้สินลง 92% ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกลยุทธ์ ‘Treasury bitcoin’ ที่สไตรฟ์กำลังเดินหน้าอย่างแข็งขัน
เมื่อวันที่ 24 บริษัทสไตรฟ์เปิดเผยว่า การเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิแบบถาวรซีรีส์ A ภายใต้ชื่อ ‘SATA’ ประสบความสำเร็จอย่างมากจากความต้องการของนักลงทุน ส่งผลให้สามารถระดมทุนได้สูงถึง 225 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 50% จากเป้าหมายเริ่มต้นที่ 150 ล้านดอลลาร์ ความสำเร็จในครั้งนี้ยังทำให้บริษัทสามารถจัดหาทุนเพื่อซื้อบิตคอยน์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพิ่มเติม
บริษัทระบุว่าได้นำเงินดังกล่าว ประกอบกับกระแสเงินสดเดิมที่มีอยู่ และรายได้จากการปิดสัญญาเฮจ มาชำระคืนหนี้จำนวนรวม 110 ล้านดอลลาร์ โดยในจำนวนนี้ 90 ล้านดอลลาร์เป็นหนี้แปลงสภาพที่ถูกเปลี่ยนเป็นหุ้น SATA ส่วนอีก 20 ล้านดอลลาร์ถูกใช้ในชำระคืนวงเงินสินเชื่อจากบริษัทคริปโตชื่อดัง ‘คอยน์เบส’
สำหรับการสะสมบิตคอยน์ในครั้งนี้ สไตรฟ์ได้เพิ่มถือครองอีก 334 เหรียญ ทำให้จำนวนรวมเป็น 13,132 เหรียญ โดยมีราคาซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ 89,851 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินในรูปแบบบิตคอยน์ทั้งหมดของบริษัททะลุ 1 โยนแล้ว หรือคิดเป็นประมาณ 1.67 หมื่นล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนล่าสุด โดยบริษัทระบุว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของการถือครองบิตคอยน์เมื่อเทียบกับจำนวนหุ้นสามัญของไตรมาสปัจจุบันอยู่ที่ 21.2% ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตในแง่มูลค่าต่อหุ้นได้เป็นอย่างดี
แม้กระนั้น ตลาดยังคงแสดงท่าทีไม่แน่นอน โดยราคาหุ้นของสไตรฟ์ร่วงลง 2.23% เหลือเพียง 0.80 ดอลลาร์ ซึ่งแพงกว่าระดับสูงสุดเดิมถึง 92% โดยราคาสูงสุดนั้นเคยพุ่งไปถึง 10.46 ดอลลาร์ ก่อนจะร่วงแรงหลังจากเข้าซื้อเซมเลอร์ในวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นก็เป็นบริษัทที่ดำเนินกลยุทธ์ถือครองบิตคอยน์เป็นหลักอยู่แล้ว
กระแสขององค์กรที่หันมาใช้ ‘บิตคอยน์’ เป็นสินทรัพย์ในงบดุล เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2024 และดึงดูดนักลงทุนได้มากช่วงแรก แต่เนื่องจากภาวะตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ที่เริ่มอ่อนตัว ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความยั่งยืน โดยปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกกว่า 190 แห่งที่ถือสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้ รวมกว่า 1.134 ล้าน BTC หรือคิดเป็น 5.4% ของอุปทานทั้งหมดในระบบ
ทั้งนี้ ราว 2 ใน 3 ของบิตคอยน์ทั้งหมดที่บริษัทเหล่านี้ถืออยู่ เป็นของบริษัทสแตรทิจี ซึ่งนำโดยไมเคิล เซย์เลอร์ และยังคงเดินหน้าซื้อต่อแม้จะอยู่ในช่วงที่ตลาดเริ่มตึงตัว
*ความคิดเห็น*: การที่สไตรฟ์เดินหน้าผนวกบิตคอยน์เข้าเป็นสินทรัพย์หลัก โดยใช้การจัดหาเงินทุนที่หลากหลายและลดภาระหนี้ได้อย่างรวดเร็ว อาจเป็นโมเดลที่บริษัทคริปโตอื่นต้องจับตา แต่ในขณะเดียวกัน การตอบรับจากตลาดทุนบ่งชี้ว่านักลงทุนยังรอการพิสูจน์ความยั่งยืนของกลยุทธ์นี้อย่างชัดเจนขึ้นก่อนที่จะกลับมาให้ความเชื่อมั่นอีกครั้ง
ความคิดเห็น 0