สตาร์ฟทะยานสู่กลุ่มบริษัทชั้นนำที่ถือครองบิตคอยน์มากที่สุด 10 อันดับ ด้วยกลยุทธ์ใหม่
บริษัทจัดการสินทรัพย์จากสหรัฐฯ สตาร์ฟ(Strive Asset Management) ได้ปรับกลยุทธ์ทางการเงินครั้งใหญ่ โดยใช้วิธีเคลียร์หนี้ครั้งใหญ่พร้อมเข้าซื้อบิตคอยน์(BTC) เพิ่มเติม จนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของบริษัทที่ถือครองบิตคอยน์มากที่สุด การเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่แค่การสะสมคริปโตทั่วไป แต่เป็นการปรับโครงสร้างทางการเงินอย่างลึกซึ้ง จนได้รับความสนใจจากวงการ
แมตต์ โคล(Matt Cole) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสตาร์ฟ ระบุว่า บริษัทได้ชำระหนี้โรงพยาบาลจำนวนกว่า 92% ที่ตกทอดมาจากการเข้าซื้อกิจการของบริษัทเซมเลอร์ ไซเอนทิฟิก(Semler Scientific) และยังเข้าซื้อบิตคอยน์เพิ่มอีกประมาณ 334 BTC หรือราว 42,870 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดถือครองโดยรวมของสตาร์ฟทะลุ 13,132 BTC ซึ่งคิดเป็นมูลค่าตลาดกว่า 188,130 ล้านบาทตามราคาล่าสุดในตลาด
สตาร์ฟได้ทุนจากการออกหุ้นบุริมสิทธิชนิดถาวรซีรีส์ A แบบดอกเบี้ยผันแปร (SATA) ซึ่งขยายวงเงินจากเดิม 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 21,490 ล้านบาท) เพิ่มเป็น 225 ล้านดอลลาร์ (ราว 32,240 ล้านบาท) เงินทุนนี้ถูกใช้จ่ายไปทั้งในส่วนการซื้อบิตคอยน์ และในการชำระหนี้รวม 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15,760 ล้านบาท)
ในรายละเอียด บริษัทได้นำเงิน 90 ล้านดอลลาร์ (ราว 12,890 ล้านบาท) ไปแปลงหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นบุริมสิทธิ และอีก 20 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,860 ล้านบาท) ใช้สำหรับชำระสินเชื่อที่เคยกู้จากบริษัทคอยน์เบส(Coinbase) ซึ่งการปลดหนี้ทั้งหมดนี้ทำให้บิตคอยน์ทั้งหมดของสตาร์ฟไม่มีภาระผูกพัน ‘ปลอดการจำนำ’ อย่างสมบูรณ์ และบริษัทยังตั้งเป้าจะชำระหนี้ที่เหลืออยู่ 10 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,430 ล้านบาท) ภายใน 4 เดือน
รายงานจากบริษัทวิจัยตลาดระบุว่า จำนวนบิตคอยน์ที่สตาร์ฟซื้อเพิ่มล่าสุดน่าจะอยู่ระหว่าง 333 ถึง 333.9 BTC โดยมีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 89,851 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัว หรือเกือบ 12.87 ล้านบาทต่อ BTC
แม้มีการประกาศข่าวดี แต่ราคาหุ้นของสตาร์ฟในวันนั้นกลับลดลงประมาณ 2.2% ปิดที่ระดับ 0.80 ดอลลาร์ ขณะที่ราคายังอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดในช่วงตลาดบิตคอยน์เฟื่องฟูกว่า 90% นักวิเคราะห์มองว่านักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น สถานะทรัพย์สินที่ไม่ถูกจำนำ และแนวทางการจัดหาเงินทุน มากกว่าปริมาณการถือครองคริปโตเพียงอย่างเดียว
การดำเนินการของสตาร์ฟสะท้อนให้เห็นว่าการถือครองบิตคอยน์ในภาคธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงแนวโน้มขาขึ้นแบบชั่วคราว แต่ได้พัฒนาเป็น ‘กลยุทธ์ทางการเงินระยะยาว’ ซึ่งหลายบริษัทเริ่มนำมาใช้ แม้จะอยู่ท่ามกลางแรงกดดันด้านกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นก็ตาม *ความคิดเห็น*: ความเคลื่อนไหวนี้อาจกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญว่าธุรกิจสามารถใช้คริปโตเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจได้อย่างไรอย่างมืออาชีพ
ความคิดเห็น 0