สมาชิกกลุ่มแรกของชุมชนอีเธอเรียม(ETH) นำเหรียญ ETH ที่ยังไม่ได้ถูกกู้คืนจากเหตุการณ์แฮก DAO เมื่อปี 2016 มาจัดตั้งเป็นกองทุนพิเศษมูลค่าประมาณ 2,200 ล้านบาท เพื่อยกระดับความปลอดภัยของระบบนิเวศอีเธอเรียม ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัยของกระเป๋าเงินดิจิทัล การจัดการช่องโหว่ของสมาร์ตคอนแทรกต์ และการพัฒนาโครงสร้างโปรโตคอลหลัก
เหตุการณ์แฮก DAO ในปี 2016 ถือเป็นหนึ่งในวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอีเธอเรียม โดยมีมูลค่า ETH ที่ถูกขโมยไปมากกว่า 150,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้เกิดการฮาร์ดฟอร์ก และแยกออกเป็นอีเธอเรียม(ETH) กับอีเธอเรียมคลาสสิก(ETC) ส่วนหนึ่งของเหรียญที่ถูกแฮกในครั้งนั้นยังคงถูกเก็บไว้ในสมาร์ตคอนแทรกต์ และเพิ่งถูกนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยชุมชนในรูปแบบของกองทุนเพื่อความปลอดภัย
การประกาศเปิดตัวกองทุนครั้งนี้ได้รับการเปิดเผยโดย กริฟ กรีน(Griff Green) สมาชิกชุมชนอีเธอเรียม ผ่านรายการพอดแคสต์ Unchained โดยกองทุนใหม่นี้จะใช้ชื่อว่า “DAO Fund” พร้อมทุนเริ่มต้น 75,000 ETH หรือประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,154 ล้านบาท) ซึ่งในจำนวนนั้น 69,420 ETH จะถูกนำไปสร้างรายได้ผ่านการฝากดอกเบี้ย ส่วนอีก 4,600 ETH จะถูกจัดเก็บในกระเป๋าเงินแบบมัลติซิกที่บริหารจัดการโดยเหล่าผู้ดูแล(Curators)
กรีนยังกล่าวผ่านบล็อกโพสต์ว่า การจัดสรรงบประมาณจะใช้แนวทาง ‘ควอดราติกฟันดิ้ง’, ‘เรโทรแอคทีฟฟันดิ้ง’ และการโหวตแบบ RFP Rank-Choice ซึ่งเป็นโมเดลการระดมทุนแบบเปิดและอิงจากชุมชน ไม่ใช่การตัดสินใจจากบนลงล่าง ความคิดเห็นของเขาระบุว่า “เราผ่านเหตุการณ์ฟิชชิ่ง, ขโมยกระเป๋าเงิน, และปัญหาความปลอดภัยของผู้ใช้มาก็มาก ถึงเวลาที่ต้องยกระดับความปลอดภัยเชิงโครงสร้างแล้ว”
รายชื่อคูเรเตอร์ที่ร่วมดูแลกองทุนนี้รวมถึงผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม วิตาลิก บูเทอริน(Vitalik Buterin), เทย์เลอร์ โมเนแฮน จากเมตามาสก์, จอร์ดี บายลินา จากโครงการ ZisK และพอล แรนสกี จากแพลตฟอร์ม DappNode ซึ่งทั้งหมดจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของโครงการ
เป้าหมายของกองทุน DAO ใหม่นี้ชัดเจนว่าเน้นไปที่การ ‘เพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบอีเธอเรียม’ ไม่ใช่แค่สนับสนุนการพัฒนาโค้ดทั่วไป แต่จะเน้นโครงการที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ เช่น การวิเคราะห์สมาร์ตคอนแทรกต์ ป้องกันการแฮก และการพัฒนาชุดเครื่องมือสำหรับป้องกันความเสี่ยงจากการใช้งานจริง
การก่อตั้งกองทุนนี้สะท้อนถึงการทบทวนบทเรียนจากอดีตของชุมชนอีเธอเรียม กรีนแสดงความเห็นว่า แม้อีเธอเรียมจะถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ปลอดภัยที่สุด แต่ก็ยังไม่ถึงระดับที่สามารถ ‘แนะนำให้คนเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้แบบ on-chain ได้’ พร้อมแนะนำให้ผู้ใช้งานเลือกใช้กระเป๋าฮาร์ดแวร์เพื่อความมั่นใจ
กองทุนใหม่นี้จึงถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้าง ‘ความน่าเชื่อถือ’ กับเทคโนโลยีบล็อกเชน และอาจกลายเป็นรากฐานสำคัญของเครือข่ายอีเธอเรียมในยุคใหม่ที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น
ความคิดเห็น 0