เอลซัลวาดอร์เดินหน้ากระจายความเสี่ยงทางการเงินด้วยการซื้อ *ทองคำ* และ *บิตคอยน์(BTC)* อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตลาดโลก โดยล่าสุด ธนาคารกลางเอลซัลวาดอร์ประกาศซื้อทองคำมูลค่าประมาณ 720 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็เผยว่ากำลังเก็บสะสมบิตคอยน์ในทุกวัน กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เลือก ‘เฮจ (hedge) สองทาง’ ด้วยสินทรัพย์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน
เมื่อวันที่ 29 (เวลาท้องถิ่น) ธนาคารกลางเอลซัลวาดอร์ (BCR) เปิดเผยว่า ได้ซื้อ *ทองคำ* จำนวน 9,298 ออนซ์ หรือคิดเป็นเงินประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 718 ล้านบาท) จากตลาดทองคำโลก นับเป็นการซื้อทองครั้งที่สองนับตั้งแต่ปี 1990 และเป็นข้อตกลงครั้งแรกของปีนี้ โดยก่อนหน้านี้ เอลซัลวาดอร์เคยซื้อทองในเดือนกันยายน 2025 ในปริมาณใกล้เคียงกัน
การซื้อครั้งใหม่ทำให้ปริมาณการถือครอง *ทองคำ* ของเอลซัลวาดอร์เพิ่มขึ้นเป็น 67,403 ออนซ์ คิดเป็นมูลค่าราว 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,174 ล้านบาท) โดยทางธนาคารกลางระบุว่า การเพิ่มทองคำเข้าพอร์ตเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านการเงินระยะยาว และช่วยปรับสมดุลของสินทรัพย์ในทุนสำรองระหว่างประเทศ
ในด้านของ *บิตคอยน์* เอลซัลวาดอร์ยังคงยึดแนวทางสะสมรายวันอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานของหน่วยงานบิตคอยน์แห่งชาติ (NBO) ระบุว่า เอลซัลวาดอร์ถือครองบิตคอยน์รวมทั้งสิ้น 7,546 BTC หรือประมาณ 6.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,874 ล้านบาท) ซึ่งเป็นการสะสมอย่างเงียบๆ พร้อมกับราคาที่เริ่มฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมา
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนภาพรวมที่คล้ายคลึงกับหลายประเทศที่กำลังรีบาลานซ์เข้าสู่ *สินทรัพย์ปลอดภัย* อย่างทองคำ โดยข้อมูลจากสภาทองคำโลกเผยว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกมีการซื้อทองรวมกว่า 863 ตัน โดยประเทศที่มีการซื้อจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นตลาดเกิดใหม่ เช่น โปแลนด์ คาซัคสถาน บราซิล ตุรกี และจีน ขณะที่ราคาทองคำพุ่งขึ้น 50% ในรอบ 1 ปี ข้อมูลยังเผยอีกว่า ทองคำที่เอลซัลวาดอร์ซื้อเมื่อปี 2025 ทำกำไรได้แล้วถึง 13 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 187 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม แม้แรงซื้อยังคงมี แต่ทั้งตลาดทองคำและคริปโตได้เจอแรงกดดันในระยะสั้น โดยในวันเดียวกันราคาทองคำปรับลดลงจากระดับสูงสุด 5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ลงมาอยู่ที่ราว 5,100 ดอลลาร์ (ประมาณ 732,000 บาท) ส่วน *บิตคอยน์* ก็อ่อนค่าลงจาก 88,000 ดอลลาร์ เหลือ 82,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 11.78 ล้านบาท) ซึ่งเป็นการปรับฐานที่เกิดจากแรงขายทำกำไรมหาศาล จากราคาที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนที่ผ่านมา
จากข้อมูล ประเมินว่ามูลค่าตลาดรวมของทองคำสูญไปกว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,878 ล้านล้านบาท) และตลาดโลหะเงินหายไปอีกกว่า 800,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,149 ล้านล้านบาท) เนื่องจากราคาขยับขึ้นแรงในเดือนเดียวกัน โดยในช่วงเวลานั้นราคาทองคำเพิ่มขึ้นกว่า 20% และเงินพุ่งถึง 50%
การปรับฐานราคาในคริปโตและโลหะมีค่าเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการปรับตัวลดลงของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นเทคโนโลยี โดย *แนสแด็ก* ร่วงลงเกือบ 2% ขณะที่ *บิตคอยน์* ลดลงต่ำกว่าแนวรับ 85,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา
อีกปัจจัยหนึ่งที่สั่นคลอนตลาด คือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงิน โดยล่าสุด *ทรัมป์* ได้กดดันอิหร่านให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาด้านนิวเคลียร์ ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวลือเกี่ยวกับการปลด *เจอโรม พาวเวล* จากตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งอาจกระทบต่อการกำหนดทิศทาง *อัตราดอกเบี้ย*
เทรดเดอร์ในตลาดรายหนึ่งระบุว่า “ราคาทองคำและเงินมีลักษณะของฟองสบู่ชัดเจน” พร้อมเสริมว่า แรงขายทำกำไรอาจยังไม่จบง่าย ๆ ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนประเมินความเสี่ยงระยะสั้นไว้อย่างไร สำหรับตลาดนั้น การเปลี่ยนตัวผู้นำของเฟดอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในทิศทางการลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
*ความคิดเห็น*: กลยุทธ์ของเอลซัลวาดอร์ในการถือครองทองคำและบิตคอยน์ควบคู่กัน ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการเพิ่มความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนในระบบการเงินโลก ในระยะยาวอาจเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นหันมาใช้ "ดิจิทัล-โกลด์เฮจ" เป็นทางเลือกใหม่ในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องถาวร
ความคิดเห็น 0