เจน สตรีท (Jane Street) บริษัทเทรดรายใหญ่ของวอลล์สตรีท มีรายงานว่าขาดทุนราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม ถือเป็นตัวเลขขาดทุนรายเดือนที่ผิดปกติสำหรับบริษัทเทรดขนาดใหญ่
สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ความเสียหายครั้งนี้เกิดจากการลงทุนในกองทุนเฮดจ์ฟันด์สาย AI ชื่อ Situational Awareness ซึ่งบริหารโดยเลโอโปลด์ อาเชนเบรนเนอร์ (Leopold Aschenbrenner) อดีตนักวิจัยของโอเพนเอไอ (OpenAI) ประกอบกับแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
ในเดือนกรกฎาคม มูลค่าพอร์ตของ Situational Awareness ร่วงลงถึง 67% ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นกลุ่ม AI เมื่อสถาบันปล่อยกู้ทยอยเรียก “หลักประกันเพิ่ม” กองทุนจึงต้องขายพอร์ตหุ้นส่วนใหญ่ออกไป โดยบางส่วนถูกขายให้กับซิทาเดล (Citadel)
การเรียกหลักประกันเพิ่มคือขั้นตอนที่สถาบันปล่อยกู้เรียกให้นักลงทุนวางเงินสดหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่ม เมื่อมูลค่าหลักประกันเดิมลดลง หากราคาสินทรัพย์ที่ใช้เลเวอเรจร่วงแรง ก็อาจนำไปสู่การถูกบังคับขายสินทรัพย์ที่ถืออยู่
รอยเตอร์ระบุว่า Situational Awareness เทขายพอร์ตหุ้นจดทะเบียนในตลาดมูลค่าราว 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ไปเกือบทั้งหมด ขณะที่อาเชนเบรนเนอร์ระบุในจดหมายถึงนักลงทุนว่า “เราทำให้ทุกคนผิดหวังในเดือนนี้”
เจน สตรีท เป็นหนึ่งในนักลงทุนของกองทุนดังกล่าว โดยเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal) รายงานว่า เงินลงทุนของเจน สตรีท ใน Situational Awareness เริ่มต้นที่ 2,500 ล้านดอลลาร์ แล้วเพิ่มขึ้นเกือบแตะ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงหนึ่ง ก่อนที่มูลค่ากองทุนจะร่วงลงมาอยู่ที่ราว 3,000-3,500 ล้านดอลลาร์
เนื้อหาครั้งนี้เป็นความคืบหน้าต่อจากรายงานก่อนหน้านี้ของเราเรื่องเจน สตรีท ขาดทุน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งขณะนั้นก็มีรายงานว่าความเสียหายส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับการลงทุนใน Situational Awareness และแรงเทขายหุ้นกลุ่ม AI ในสหรัฐฯ เช่นกัน
เจน สตรีท ระบุในบันทึกภายในถึงพนักงานว่าเดือนกรกฎาคมเป็น “เดือนที่เลวร้าย” บริษัทระบุว่าความเสียหายจากการลงทุนในกองทุนนี้ทำให้กำไรของสัดส่วนการลงทุนดังกล่าวในปีนี้หายไปทั้งหมด แต่หากนับรวมตั้งแต่เริ่มลงทุน ภาพรวมยังคงอยู่ในสถานะกำไร
ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลงทุนในกองทุนเดียว เจน สตรีท ยังขาดทุนจากสถานะการถือหุ้นระยะยาวในหุ้นเอเชียที่ไม่เกี่ยวกับ AI ด้วย พร้อมระบุว่าหุ้นกลุ่มเมโมรีและเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ร่วงลงราว 50% ในเดือนกรกฎาคม
รายได้ของบริษัทในเดือนกรกฎาคมลดลงราว 25% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม รายได้จากการเทรดสะสมตั้งแต่ต้นปีทะลุ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ไปแล้ว สูงกว่ายอดรวมทั้งปีที่แล้ว
บริษัทมาร์เก็ตเมกเกอร์และบริษัทเทรดรายใหญ่มักทำกำไรจากส่วนต่างราคาและการเปลี่ยนแปลงสภาพคล่องของสินทรัพย์หลายประเภท หากมีการลงทุนระยะยาวในภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งมากเกินไป หรือใช้สถานะเลเวอเรจขนาดใหญ่ ความเสียหายก็อาจขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อตลาดร่วงแรง
เจน สตรีท ระบุว่าได้ปิดความเสี่ยงส่วนใหญ่ในจุดที่ขาดทุนช่วงเดือนกรกฎาคม พร้อมลดความเสี่ยงในกลยุทธ์อื่นด้วยเช่นกัน แรงเทขายหุ้นกลุ่ม AI ที่ทำให้บริษัทเทรดรายใหญ่และเงินทุนสถาบันต้องปรับสถานะการลงทุน ถูกมองว่าเป็นปัจจัยหลักเบื้องหลังความเสียหายครั้งนี้
ความคิดเห็น 0