ภายใต้ความกังวลว่าอาจเกิด ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตและการทหารที่พุ่งสูงตั้งแต่ต้นปี 2026 บิตคอยน์(BTC) กลับกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของนักวิเคราะห์และเทคโนโลยี AI หลายแห่ง ซึ่งพยายามคาดการณ์แนวโน้มของคริปโตเคอร์เรนซีท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้
สถานการณ์ตึงเครียดเริ่มต้นขึ้นจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเวเนซุเอลา รวมถึงการจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรและภรรยา ขณะเดียวกันความขัดแย้งระหว่างประเทศ NATO ก็เริ่มปะทุขึ้นหลังจากกรณีที่สหรัฐประกาศรวมกรีนแลนด์เข้าสหพันธรัฐ อีกทั้งยังมีการเตือนเกี่ยวกับการก่อสงครามจากอิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ด้วย การลุกลามของสถานการณ์เหล่านี้นำไปสู่กระแสวิตกว่าอาจเกิดสงครามทั่วโลก และ AI หลายเจ้าได้เสนอภาพจำลองแนวโน้มราคาของบิตคอยน์ในบริบทเหล่านี้
โดยรวมแล้ว AI ส่วนใหญ่มองว่าความเป็นไปได้ของ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ ยังต่ำ แม้ความตึงเครียดในระดับภูมิภาคจะยังเพิ่มขึ้นก็ตาม ‘ChatGPT’ ระบุว่า ในกรณีเกิดสงครามเต็มรูปแบบ (เชิงสมมติ) บิตคอยน์มีแนวโน้มจะ ‘ลดลงกว่า 50%’ ทันทีหลังการแถลงการณ์ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ลากยาวจนระบบการเงินแบบดั้งเดิมได้รับผลกระทบมากขึ้น เช่น ระบบธนาคารล่ม การหมุนเวียนของเงินตราถูกจำกัด บิตคอยน์อาจกลับมาเป็น ‘ที่หลบภัยทางการเงิน’ ด้วยคุณสมบัติ ‘ต้านทานการควบคุม’ ที่ระบบกลางไม่สามารถปิดกั้นได้
AI จากกูเกิลอย่าง ‘เจมิไน’ ก็มองคล้ายกันว่าโอกาสเกิดสงครามเต็มรูปแบบยังต่ำ แต่ระบุว่า ‘ความไม่แน่นอนในขณะนี้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000’ และชี้ว่า ความน่าเชื่อถือและการเข้าถึงทันสมัยของ ‘โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอินเทอร์เน็ต’ คือปัจจัยสำคัญ หากระบบดังกล่าวพังทลายลง การลงทุนในบิตคอยน์อาจไร้ความหมายเนื่องจากการใช้งานจริงจะเป็นไปไม่ได้
AI ของแพลตฟอร์ม X อย่าง ‘โกรก’ คาดว่า หากเกิดความขัดแย้งแบบเต็มรูปแบบ บิตคอยน์อาจลดลงราว 20–30% ในช่วงแรก แต่หากตลาดเริ่มคืนความเชื่อมั่นและมีการใช้งานเพิ่มขึ้น ราคาอาจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วด้วยแรงหนุนจากการยอมรับในระดับโลก
ด้าน AI ‘เพอร์เพล็กซิตี้’ เสริมว่า อ้างอิงจากประสบการณ์ในอดีต ราคาคริปโตมักจะร่วงอย่างรุนแรงช่วงแรกของความขัดแย้ง แต่หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ‘ฟื้นตัวในฐานะสินทรัพย์สำรอง’ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ค่าของเงินเฟียตกต่ำลงหรือระบบการเงินแบบเดิมถูกจำกัด โดยระบุว่า ‘บิตคอยน์จะคืนชีพราวกับ ‘นกฟีนิกซ์’ เมื่อผู้คนหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยง’
แม้หลายฝ่ายจะมีความเห็นร่วมว่า บิตคอยน์อาจร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงแรกของวิกฤต และมีโอกาสฟื้นตัวในภายหลัง แต่ ‘ตัวแปรสำคัญ’ ที่จะเป็นตัวตัดสินชะตาของสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ คือ ความล้มเหลวของระบบการเงินแบบเดิม
ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตถูกทำลาย ความสามารถของบิตคอยน์ก็อาจถูกจำกัด แม้จะมีคุณสมบัติโดดเด่นด้าน ‘การไม่มีตัวกลางและการต้านทานเซ็นเซอร์’ ก็ตาม
ปัจจุบันตลาดยังไม่ได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้วยความกลัวสงครามมากนัก แต่เป็นการตอบสนองต่อการขยายตัวของ ‘เรื่องราวความเสี่ยง’ โดยตรง นักลงทุนจึงต้องประเมินว่าบิตคอยน์จะสามารถรักษาสถานะเป็น ‘ทองคำดิจิทัล’ ได้หรือไม่ในระยะยาว ซึ่งคำตอบจะขึ้นอยู่กับ ‘ความเชื่อมั่น’ เป็นสำคัญ
ความคิดเห็น 0