ไบบิต(Bybit) เตรียมเปิดตัวบริการ ‘มายแบงก์(MyBank)’ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ด้านการเงินรายย่อยครั้งแรกของบริษัท โดยมีเป้าหมายในการผสานโลกของคริปโตเคอร์เรนซีเข้ากับระบบการเงินดั้งเดิม(TradFi) อย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวครั้งนี้กำลังได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรม เนื่องจากต้องเผชิญกับความซับซ้อนของกฎระเบียบและความท้าทายในการจัดการใบอนุญาตธนาคาร
เบน โจว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไบบิต ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ถึงแผนพัฒนามายแบงก์ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในความพยายามที่กล้าหาญที่สุดของบริษัทคริปโตในการเสนอบริการลูกค้าในระดับเดียวกับธนาคาร อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าแผนดังกล่าวมีโอกาสเผชิญกับ ‘ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ’ อย่างสูงเนื่องจากความเชื่อมโยงโดยตรงกับการให้บริการทางการเงินของธนาคาร
“การที่แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตจะเลียนแบบบริการของธนาคารเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่ในเชิงกฎหมายแล้วเป็นเรื่องซับซ้อนอย่างมาก” กัล อารัด โคเฮน ทนายความจากบริษัทกฎหมาย S. Horowitz ในอิสราเอล กล่าว
เพื่อเลี่ยงอุปสรรคด้านใบอนุญาตธนาคาร ไบบิตเลือกใช้แนวทาง ‘ร่วมมือ’ แทนการถือใบอนุญาตเอง โดยจับมือกับเพย์ฟ์ แบงก์(Pave Bank) ซึ่งเป็นธนาคารดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารกลางของจอร์เจียตั้งแต่ปี 2023 ไบบิตยืนยันความร่วมมือกับเพย์ฟ์ แบงก์อย่างเป็นทางการ โดยธนาคารแห่งนี้ตั้งเป้าเป็นธนาคารแบบ ‘โปรแกรมเมเบิล’ ที่รองรับทั้งสกุลเงินดิจิทัลและสกุลเงินทั่วไป ทั้งยังได้รับการลงทุน 3,900 ล้านดอลลาร์จากเครือเทเธอร์(Tether) ในรอบ Series A เมื่อปี 2025
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่อุตสาหกรรมธนาคารอย่างเต็มตัวไม่ใช่เส้นทางที่ง่าย หลายฝ่ายมองว่าความลึกของการให้บริการจะส่งผลต่อระดับความเสี่ยงจากกฎระเบียบโดยตรง ไรอัน ซักซ์ ซีอีโอของบริษัทบล็อกเชนอีโค(Eco) ชี้ว่า หากไบบิตตั้งเป้าขยายบริการเข้าสู่สหรัฐและจำเป็นต้องขอใบอนุญาตในประเทศ ก็อาจต้องปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่
แม้หลายแพลตฟอร์มชื่อดัง เช่น ไบแนนซ์, คอยน์เบส และคราเคน เคยทดลองเพิ่มบริการคล้ายธนาคารอย่างการฝาก-ถอนเงิน, บัตรจ่ายเงิน และบัญชีเงินสดมาแล้ว แต่การเป็น ‘ธนาคารเต็มรูปแบบ’ เป็นอีกระดับที่มีภาระสูง ยูรี บริซอฟ ทนายความจากบริษัท Digital & Analog Partners กล่าวว่าหากแพลตฟอร์มคริปโตเดินหน้าเข้าสู่การแข่งขันกับธนาคารอย่างแท้จริงในปี 2026-2027 ก็ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน สภาพคล่อง และการดำเนินงานเทียบเท่าธนาคารทุกประการ
ในขณะที่มายแบงก์อาจช่วยให้การแปลงสกุลเงินดิจิทัลเป็นเงินทั่วไปทำได้สะดวกขึ้น ความกังวลในด้านกระบวนการระบุตัวตนลูกค้าหรือ KYC ที่อาจเข้มงวดขึ้น กลับกลายเป็นข้อเสียด้านประสบการณ์การใช้งาน
นิค เดนิสเซนโก ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลไบรต์ตี้(Brighty) เตือนว่าไบบิตที่มีชื่อเสียงในหมู่ผู้ใช้งานเอเชียจากความเรียบง่ายของกระบวนการ KYC อาจต้องเสียฐานผู้ใช้หากกระบวนการยุ่งยากขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “แม้ไบบิตจะเป็นกลุ่มแรกที่กล้าเดินเกมนี้ แต่ยังไม่แน่ว่าผู้ใช้ทั่วไปต้องการประสบการณ์เหมือนธนาคารหรือไม่”
กระแส ‘การผสานบริการทางการเงิน’ หรือ *embedded finance* กำลังเร่งความเร็ว ทั้งฝั่งบริษัทคริปโตกำลังรุกสู่การให้บริการทางการเงินแบบดั้งเดิม และธนาคารเองก็หันมาสนใจสร้างผลิตภัณฑ์บนบล็อกเชน
เพทรา โคซาคอฟ ซีอีโอของแพลตฟอร์มจ่ายเงินเมอร์คิวริโอ(Mercuryo) ระบุว่าโลกดิจิทัลกำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่างธนาคารและแพลตฟอร์มคริปโตเลือนหายไป ด้านเมแกน คแน็ป ซีอีโอของบริษัทฟินเทคแฟรงคลิน(Franklin) กล่าวว่า ผู้บริโภคเริ่มคุ้นชินกับบริการทางการเงินที่ซ่อนอยู่ในผลิตภัณฑ์และแอปพลิเคชัน ความซับซ้อนของเทคโนโลยีจะถูกซ่อนจากสายตาผู้ใช้มากขึ้น
ขณะนี้ ไบบิตยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่วงเวลาที่มายแบงก์จะเริ่มให้บริการ พื้นที่เป้าหมาย หรือกลุ่มลูกค้าหลักที่ตั้งใจเจาะตลาด โดยระบุเพียงว่าการพัฒนายังคงอยู่ระหว่างดำเนินการ
ความคิดเห็น 0