แพลตฟอร์มดีไฟน์บนเครือข่ายโซลานา ‘Step Finance’ เผชิญการโจมตีทางไซเบอร์ สูญเสียสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าราว 300 พันล้านวอน หรือประมาณ 261,854 โซลานา(SOL) โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่ *กระเป๋าเงินของแพลตฟอร์มถูกบุกรุกโดยตรง* ไม่ใช่จากช่องโหว่ของสมาร์ตคอนแทรกต์ สร้างความตกตะลึงให้กับวงการคริปโตที่คาดไม่ถึง
เมื่อวันที่ 26 Step Finance เปิดเผยว่าหลายกระเป๋าเงินทั้งของฝ่ายการเงินและการเก็บค่าธรรมเนียมของบริษัท ถูกบุกรุกในช่วงเวลาทำการของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ส่งผลให้เงินดิจิทัลสูญหายจำนวนมาก ด้านบริษัทความปลอดภัยบล็อกเชน CertiK รายงานว่า *ผู้โจมตีได้ครอบครองสิทธิ์ควบคุมการสเตก (Staking) และถอนเหรียญจากกระเป๋าไปยังปลายทางต่างประเทศ*
ราคาของโทเคน STEP ร่วงลงมากกว่า 90% ภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ โดยผู้คนในชุมชนต่างตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ของการ *หลอกลวงจากภายในหรือ exit scam* โดยเฉพาะเนื่องจากผู้โจมตีสามารถเข้าถึงสิทธิ์กระเป๋าเงินโดยตรง ไม่ใช่ผ่านข้อบกพร่องทางเทคนิคตามปกติ
ทีมงาน Step Finance ออกแถลงการณ์ทางโซเชียลมีเดีย ระบุว่า “มีการใช้ช่องทางโจมตีที่เป็นที่รู้จัก ล้วงเข้าสู่กระเป๋าเงินของฝ่ายการเงินและค่าธรรมเนียมของเรา” พร้อมยืนยันว่ามีการตอบสนองและประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอย่างเร่งด่วนโดยทันที อีกทั้ง *มีการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว* เพื่อสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมาย
SolanaFloor สื่อเฉพาะทางด้านโซลานา รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลบนบล็อกเชนว่า *แฮ็กเกอร์สามารถยกเลิกการสเตกโทเคน ก่อนเคลื่อนเหรียญออกได้สำเร็จ* บ่งชี้ว่าผู้โจมตีถือสิทธิ์ควบคุมกระเป๋าเต็มรูปแบบ
แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ไม่จำกัดเฉพาะ Step Finance เท่านั้น โดย Remora Markets แพลตฟอร์มที่มีความเชื่อมโยงระบุว่า Step Finance คือผู้ให้สภาพคล่องหลักในระบบของตนในวันเกิดเหตุ และส่งผลกระทบบางส่วนกับสินทรัพย์ประเภท rStocks อย่างไรก็ดี Remora ยืนยันว่า *สินทรัพย์ลูกค้าบนบัญชีกลางยังถูกเก็บรักษาไว้แบบ 1:1* พร้อมเตรียมดำเนินการไถ่ถอนหากจำเป็น
ตลาดตอบสนองอย่างทันที ด้วยความไม่เชื่อมั่นที่แปรเปลี่ยนเป็นราคาทรุดตัวลงแรง STEP แทบไม่สามารถทำการซื้อขายได้อีกต่อไป หลายฝ่าย *ตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของโปรเจกต์นี้และความโปร่งใสของเหตุการณ์โจมตี*
ตามรายงานจาก CertiK ประจำเดือนมกราคม 2026 เหตุการณ์โจมตี Step Finance ไม่ใช่เพียงเคสเดียว โดยเดือนนี้มีมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง *3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,381 พันล้านวอน)* โดยการโจมตีแบบฟิชชิ่งเพียงอย่างเดียวสร้างความเสียหายกว่า *3.1 พันล้านดอลลาร์ (4,523 พันล้านวอน)*
กรณีอื่นที่น่าสนใจ ได้แก่ การแฮ็กแพลตฟอร์ม Truebit มูลค่า 26.6 ล้านดอลลาร์, การโจมตี SwapNet สูญเงิน 13.3 ล้านดอลลาร์, ความเสียหายจากเหตุกับ Saga ราว 6.2 ล้านดอลลาร์ และ Makina Finance ถูกโจมตีด้วย Flash Loan สูญเงิน 4.2 ล้านดอลลาร์ ทั้งหมดล้วนเป็นเหตุการณ์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ยังพบว่าโครงการที่อยู่บนเครือข่ายโซลานากำลังตกเป็นเป้าโจมตีอย่างถี่ถ้วน โดยก่อนหน้านี้ SwissBorg เผชิญเหตุสูญสินทรัพย์ราว *4,150 ล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน 2025* จากเหตุแฮ็กที่พันธมิตร Kiln และ *ตลาดในประเทศอย่าง Upbit ก็ไม่รอดพ้นจากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในเดือนพฤศจิกายน 2025* ถูกขโมยสินทรัพย์จากเครือข่าย Solana คิดเป็นมูลค่ากว่า *3,600 ล้านดอลลาร์*
เดือนนี้ยังถูกจารึกเป็นช่วงเวลาของ *เหตุการณ์แฮ็กฮาร์ดแวร์กระเป๋าเงินที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์* ด้วยมูลค่าความเสียหายสูงถึง *2.82 พันล้านดอลลาร์* จากกรณีผู้โจมตีใช้เทคนิค Social Engineering หลอกเหยื่อและขโมยบิตคอยน์(BTC) และไลต์คอยน์(LTC) และทำการฟอกผ่านโมเนโร(XMR) เพื่อลบประวัติธุรกรรม
แม้แต่องค์กรภาครัฐก็เผชิญกับความเสี่ยงเช่นกัน โดยสำนักงานเจ้าพนักงานรักษาความปลอดภัยของสหรัฐฯ (US Marshals Service) กำลังสอบสวนกรณีที่เกิดการแฮ็ก *กระเป๋าเงินของรัฐบาลซึ่งยึดทรัพย์ดิจิทัลไว้ออกแล้วมูลค่ากว่า 60 ล้านดอลลาร์*
*ความคิดเห็น* จากผู้เชี่ยวชาญต่างสะท้อนว่าวิกฤตในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตือนถึงความจำเป็นในการจัดการความปลอดภัยของระบบอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โปรเจกต์ DeFi กำลังเข้าสู่ช่วงที่เชื่อถือยากและอาจเปลี่ยนความไว้ใจของตลาดไปตลอดกาล
ความคิดเห็น 0