ตลาดคริปโตผันผวนหนักเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บิตคอยน์(BTC) และเหรียญหลักอื่น ๆ ร่วงลงฉับพลัน ส่งผลให้ตำแหน่งลงทุนมูลค่ากว่า 2.9 ล้านล้านวอน (ประมาณ 7.7 หมื่นล้านบาท) ถูกบังคับขายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ข้อมูลจาก CoinGlass เมื่อวันที่ 31 (เวลาท้องถิ่น) ระบุว่าความเสียหายรวมสูงถึงประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.6 ล้านล้านวอน) โดยมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านวอนนั้นเกิดขึ้นภายในเพียง 12 ชั่วโมงแรก
แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และ ความเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีทรัมป์ในการเคลื่อนย้ายกองทัพใกล้อิหร่าน แต่ข้อมูลชี้ว่าสาเหตุหลักของการ *ร่วงแรง* ครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกเหล่านั้น แต่เป็นเพราะ *สภาพคล่อง* ที่ไม่มั่นคงในตลาดเสียมากกว่า
บริษัทวิจัยการลงทุน โคเบย์ซี เลตเตอร์(Kobeissi Letter) เปิดเผยว่า ความรุนแรงของการร่วงเป็นผลมาจาก *แรงบีบบังคับให้ชำระบัญชีเงินลงทุนจากการใช้เลเวอเรจเกินตัว* โดยมีสัญญาณการเทขายขนาดใหญ่เกิดขึ้นถึงสามรอบติดกัน สะท้อนความเปราะบางด้านสภาพคล่องของตลาดที่ชัดเจน พฤติกรรมนี้เรียกได้ว่าเป็นภาวะ "Air pocket" หรือจังหวะที่ราคาดิ่งลงโดยไม่มีคำเตือน
ทั้งนี้ โคเบย์ซี เลตเตอร์ ระบุว่าการบังคับขายของวันดังกล่าวจัดเป็นครั้งที่ 10 ที่มี ‘ขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต’ ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่ง *Long* ที่ถูกเปิดด้วยเลเวอเรจสูง ย้อนกลับไปในวันที่ 10 ตุลาคม 2023 เคยเกิดการชำระบัญชีรุนแรงที่สุด โดยมูลค่าความเสียหายในวันเดียวแตะถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 27.5 ล้านล้านวอน)
แม้จะเป็นมูลค่าที่ดูน้อยกว่าเหตุการณ์ก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับสถานะปัจจุบันของตลาดที่มีความนิ่งมากขึ้น เหตุการณ์ล่าสุดจึงถือว่ามีความน่ากังวลไม่น้อย ความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์มองว่า ตลาดอยู่ในภาวะแกว่งตัวระหว่าง *ความกลัวและความโลภ* ซึ่งส่งผลให้ราคามีความผันผวนสูงอย่างต่อเนื่อง
โคเบย์ซี เลตเตอร์ ยังกล่าวเสริมว่า ช่วงเวลานี้อาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่มองเห็น *ช่องว่างระหว่างอารมณ์กับราคา* แม้ภาพรวมจะสะท้อน ‘ความกลัว’ ที่สะท้อนออกมาเป็นราคาต่ำ แต่การตัดสินใจลงทุนในช่วงที่ยังมี *ความเสี่ยงจากสภาพคล่องจำกัด และแรงบังคับขาย* ยังต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง
สรุปได้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนถึง *ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในของตลาดคริปโต* มากกว่าผลกระทบจากนโยบายหรือปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดเข้าสู่โหมดเอาแน่เอานอนไม่ได้เช่นนี้ นักลงทุนจึงควรประเมินความเสี่ยงให้รอบด้านก่อนตัดสินใจใด ๆ เพิ่มเติม
ความคิดเห็น 0