เอกสารล่าสุดจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐเผยให้เห็นว่า *เจฟฟรีย์ เอปสตีน* เคยลงทุนใน *บริษัทซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีรายใหญ่ โคอินเบส(COIN)* ผ่านบริษัทในเครือของตนเมื่อปี 2014 เป็นมูลค่ากว่า *3.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 45 ล้านบาท)* จุดนี้ถือเป็นหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าเอปสตีนมีความสนใจในอุตสาหกรรมคริปโตมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
การเปิดเผยนี้มาจากอีเมลภายในของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งแสดงว่าเอปสตีนไม่ได้ลงทุนโดยตรง แต่ใช้วิธีผ่านบริษัทจำกัดความรับผิด (LLC) หลายแห่ง เพื่อเข้าถือหุ้นในโคอินเบส ซึ่งในขณะนั้นมีมูลค่ากิจการราว *400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 5,798 ล้านบาท)*
โดยในอีเมลที่ส่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2014 *แบรดฟอร์ด สตีเวนส์* ผู้ร่วมก่อตั้ง Blockchain Capital ได้ส่งข้อความถึง *ดาร์เรน อินไดค์* ผู้ใกล้ชิดของเอปสตีน ระบุว่า “เมื่อทราบว่า LLC ใดจะลงทุน 3 ล้านดอลลาร์ เราจะเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นตามนั้น และรวมถึงรายละเอียดสำหรับการโอนเงิน” ซึ่ง LLC ดังกล่าวมีชื่อว่า ‘Cryptocurrency Partners Series II LLC’, ‘LLP’ และ ‘LP’
นอกจากนี้ เอกสารยังระบุว่าในปี 2018 เอปสตีนได้ขายหุ้นโคอินเบสประมาณครึ่งหนึ่งจากที่ถืออยู่ และได้รับเงินสดราว *15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 217 ล้านบาท)* โดยสตีเวนส์กล่าวในอีเมลว่า “เราลงทุนไป 3 ล้านดอลลาร์ เมื่อกิจการมีมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ แต่ตอนนี้มูลค่าเพิ่มเป็นกว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์” และเสนอซื้อลงทุนต่อโดยใช้อัตราประเมิน *2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 28,994 ล้านบาท)*
ธุรกรรมนี้เกิดขึ้นจริง โดยในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน *บร็อค เพียร์ซ* ผู้ร่วมก่อตั้ง Blockchain Capital อีกคนหนึ่ง ได้ส่งอีเมลระบุว่า “สตีเวนส์ได้โอนเงิน 15 ล้านดอลลาร์สำหรับการซื้อหุ้นโคอินเบสครึ่งหนึ่งแล้ว และยังเหลือหุ้นอีกครึ่ง พร้อมเงินสดอีก 15 ล้านดอลลาร์” โดยเพียร์ซยังถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงเอปสตีนเข้าสู่วงการคริปโต
ไม่เพียงเท่านั้น เครือข่ายบริษัทของเอปสตีนยังมีส่วนร่วมในรอบระดมทุนซีดมูลค่า *18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 261 ล้านบาท)* ของ *บล็อกสตรีม(Blockstream)* บริษัทเทคโนโลยีบล็อกเชนอีกด้วย
ข้อมูลจากอีเมลดังกล่าว ชี้ชัดว่าเอปสตีนได้เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมคริปโตอย่างหลากหลาย ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผ่านการซื้อขาย OTC และการสร้างเครือข่ายกับนักลงทุนรายอื่น จุดนี้สร้างคำถามใหม่เกี่ยวกับ *ความโปร่งใสของเงินทุนในช่วงต้นของอุตสาหกรรมคริปโต* ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบเพิ่มเติมจากหน่วยงานกำกับดูแลในอนาคต
ทั้งนี้ โคอินเบสยังไม่ออกแถลงการณ์ใด ๆ ต่อข่าวนี้
ความคิดเห็น 0