วอลล์สตรีททุ่ม 7.8 พันล้านบาทในบิตคอยน์ภายในวันเดียว ขณะที่ ETH-XRP ถูกละเลย
แม้ว่าราคา *บิตคอยน์(BTC)* จะปรับตัวลดลงตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แต่นักลงทุนสถาบันวอลล์สตรีทยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างเข้มข้น โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีเงินไหลเข้าสู่กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตกว่า 562 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,213 ล้านบาท ขณะที่เครือข่ายอื่นอย่าง *อีเธอเรียม(ETH)* และ *ริปเปิล(XRP)* กลับแทบไม่ได้รับความสนใจจากตลาด
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า บิตคอยน์มีการซื้อขายอยู่ที่ราว 76,275 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,114.7 ล้านบาท) ลดลงจากวันก่อนหน้าราว 3% อย่างไรก็ตาม การไหลเข้าของเงินทุนจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าวอลล์สตรีทกำลังมองราคาที่ต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์เป็นโอกาสในการเข้าซื้อ
ในขณะที่บิตคอยน์ยังเป็นตัวเลือกหลักของนักลงทุน กระแสเงินลงทุนใน *อีเธอเรียม* และ *ริปเปิล* กลับแสดงให้เห็นถึงความเย็นชาจากตลาด โดยรายงานเผยว่า วันจันทร์ที่ผ่านมากองทุน *อีเธอเรียม ETF* มีเงินทุนไหลออก 2.86 ล้านดอลลาร์ (ราว 41.7 ล้านบาท) และ *ริปเปิล ETF* มีเงินทุนไหลออก 404,000 ดอลลาร์ (ราว 5.9 ล้านบาท) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการมองว่า *บิตคอยน์* คือ ‘สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง’ ที่แข็งแกร่งในเวลานี้
ในบรรดากองทุน ETF ที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ กองทุนของ *ฟิเดลิตี(FBTC)* เป็นผู้นำด้วยเงินไหลเข้าสูงสุดกว่า 153.35 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,239 ล้านบาท) ตามมาด้วย *แบล็คร็อก(IBIT)* ที่มีเงินทุนสุทธิเข้ามาอีก 141.99 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,078 ล้านบาท)
ความร้อนแรงนี้ยังแผ่ไปถึง *ตลาดหุ้นลอนดอน* โดยล่าสุดบริษัท *สมาเตอร์เว็บคอมพานี(SWC)* ซึ่งถือครอง *บิตคอยน์* จำนวน 2,674 BTC ได้จดทะเบียนเข้าตลาด LSE ทำให้ขึ้นแท่นบริษัทที่ถือครองบิตคอยน์มากที่สุดในอังกฤษ และติดอันดับที่ 29 ของโลกในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน
SWC เผยว่าได้ซื้อบิตคอยน์ในราคาประมาณ 111,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ (ราว 1,622.2 ล้านบาท) แม้สูงกว่าราคาตลาดก็ยังมีเป้าหมายระยะยาวในการเข้าร่วมดัชนี *FTSE 250* โดย *แอนดรูว์ เว็บลีย์* ซีอีโอของบริษัทกล่าวว่า “เรากำลังสร้างโครงสร้างที่เหมาะสมสำหรับสถาบัน เพื่อให้ยอมรับบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ในระบบเศรษฐกิจ”
การอัดฉีดเงินทุนในช่วงนี้ถูกมองว่าเป็นการฟื้นตัวหลังเหตุการณ์ “วอชิงตันช็อก” ซึ่งเกิดจากข่าวการเสนอชื่อ *เควิน วอช* เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ จนทำให้เกิดแรงขายคริปโตมูลค่ากว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์
ทางเทคนิค บิตคอยน์เคยร่วงลงต่ำสุดในรอบ 9 เดือนที่ระดับ 74,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,088.9 ล้านบาท) ก่อนเริ่มพยายามฟื้นตัวยืนเหนือแนวรับที่ 74,420-74,666 ดอลลาร์ ถ้าบิตคอยน์รักษาระดับนี้ไว้ได้ มีโอกาสกลับไปทดสอบระดับสูงสุดเดิม (All Time High) อย่างไรก็ตาม หากหลุดระดับ 70,000 ดอลลาร์ อาจถอยไปอยู่ที่แนวรับ 68,400 ดอลลาร์ (ประมาณ 998 ล้านบาท) ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน
ขณะเดียวกัน ดัชนี RSI ของกราฟ 4 ชั่วโมงอยู่ที่ 25.43 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 สะท้อนภาวะ ‘ขายมากเกินไป’ หรือ oversold โดยมีแนวต้านระยะสั้นสำคัญอยู่ที่ 79,355 ดอลลาร์ ขึ้นไปถึงเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน (84,789 ดอลลาร์) และ 200 วัน (87,415 ดอลลาร์)
จากสถานการณ์นี้ นักวิเคราะห์เรียกว่าสภาวะ “ตลาดกระทิงแบบเลือกข้าง” (*selective bull market*) ซึ่งหมายถึงการที่ตลาดเลือกให้เพียง *บิตคอยน์* เติบโต ขณะที่ *อีเธอเรียม* และ *ริปเปิล* ถูกละเลย ทั้งจากฝั่งวอลล์สตรีทและบริษัทจดทะเบียนในยุโรป
นอกจากนี้ ตลาดยังให้ความสนใจต่อโปรเจกต์ใหม่อย่าง *บิตคอยน์ ไฮเปอร์(Bitcoin Hyper)* ซึ่งรวมความปลอดภัยและการกระจายศูนย์ของ *บิตคอยน์* เข้ากับความเร็วของ *โซลานา(SOL)* เพื่อสร้าง DApp, สมาร์ตคอนแทรกต์ และมีมคอยน์อย่างประหยัดและคล่องตัว
โครงการดังกล่าวรับการตรวจสอบจาก *คอนซัลต์* และมียอดขายพรีเซลแล้วกว่า 31.2 ล้านดอลลาร์ (ราว 456 ล้านบาท) โดยราคายังอยู่เพียง 0.013675 ดอลลาร์ต่อโทเคน ถือว่าเข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับนักลงทุนรายย่อย หากโปรเจกต์สามารถผลักดันให้บิตคอยน์ขยายการใช้งานได้ในรูปแบบใหม่ๆ ก็อาจกลายเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญต่อระบบนิเวศของคริปโตในระยะยาว
ความคิดเห็น 0