คริปโตสะเทือน! บริษัทที่เชื่อมโยงกับทรัมป์โดนสอบกรณีรับเงินลงทุนกว่า 6,600 ล้านบาทจากราชวงศ์ยูเออี
‘เวิลด์ลิเบอร์ตี้ไฟแนนเชียล(WLFI)’ บริษัทคริปโตที่มีความเชื่อมโยงกับครอบครัวของประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังเผชิญกับการสอบสวนจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ หลังได้รับการลงทุนมูลค่ากว่า 5 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,316 ล้านบาท) จากราชวงศ์สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) ซึ่งอาจเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทางการเมืองและความไม่โปร่งใสในการเคลื่อนย้ายเงินทุน
การสอบสวนครั้งนี้นำโดยสมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครต รอ คานนา(Ro Khanna) แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเขาเปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพฤหัสบดีว่า จุดที่ต้องสงสัยคือความโปร่งใสของการลงทุนและแหล่งที่มาของเงินทุน พร้อมรายงานต่อกระทรวงยุติธรรมให้ขยายผลสืบสวนเพิ่มเติม เขาระบุว่า “นี่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นจากสาธารณชนและความโปร่งใสในการใช้เงินทุน”
กรณีดังกล่าวได้ขยายตัวหลังมีข้อมูลว่า ชีค ทาห์นูน บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน (Sheikh Tahnoon bin Zayed Al Nahyan) ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของ UAE และเป็นสมาชิกราชวงศ์ อาจมีบทบาทในการลงทุนใน WLFI โดยที่สมาชิกครอบครัวของทรัมป์มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แม้ทรัมป์จะออกมาปฏิเสธเมื่อวันจันทร์ว่า “นั่นเป็นเรื่องที่ลูกชายของผมดูแล” และยืนยันว่าเขาไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ฝั่งอุตสาหกรรมคริปโตเองก็มีความเคลื่อนไหวเชิงรุก โดยมีรายงานว่าหลายบริษัทได้เสนอ ‘ข้อแลกเปลี่ยน’ เพื่อนำไปสู่การผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างตลาด(Market Structure Bill) ที่ยังค้างการพิจารณาในวุฒิสภา โดยมีประเด็นร้อนคือสิทธิของผู้ออกสเตเบิลคอยน์ในการให้ผลตอบแทนแก่ผู้ฝากเงิน ซึ่งขัดแย้งกับระบบฝากเงินของธนาคารแบบดั้งเดิม
ข้อมูลจาก Bloomberg เผยว่า บริษัทคริปโตบางแห่งได้นำเสนอแนวทางให้ ‘ธนาคารชุมชน’ มีบทบาทมากขึ้น เช่น การให้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ฝากทุนสำรองกับธนาคารเหล่านี้ หรือออกสเตเบิลคอยน์ร่วมกัน เป็นการส่งสัญญาณว่าอุตสาหกรรมคริปโตพร้อมประนีประนอมเพื่อให้เกิดความชัดเจนทางกฎหมายในระยะยาว
ในอีกด้านหนึ่ง สก็อตต์ เบสเซนต์(Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แถลงต่อรัฐสภาวันพุธว่า “รัฐบาลจะไม่เข้าไปอุ้มตลาดบิตคอยน์หรือสินทรัพย์ดิจิทัลหากเกิดการล่มสลาย” พร้อมระบุว่า เขาไม่มีอำนาจทั้งในฐานะรัฐมนตรีหรือประธานคณะกรรมการกำกับดูแลเสถียรภาพการเงิน (FSOC) ที่จะช่วยเหลือใดๆ ได้
คำพูดนี้มีขึ้นในช่วงที่บิตคอยน์(BTC) ร่วงต่ำกว่าระดับ 70,000 ดอลลาร์ และอีเธอเรียม(ETH) ตกต่ำกว่า 2,200 ดอลลาร์ ซึ่งตอกย้ำว่าแนวโน้มใหม่ของภาครัฐคือ ‘ชัดเจน ไม่อุ้มคริปโต’ ความคาดหวังเรื่อง ‘ตาข่ายรองรับแบบเงียบๆ’ จากภาครัฐน่าจะจบลงเพียงเท่านี้
อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีในแวดวงเทคโนโลยี เมื่อบริษัทคริปโต SDM เปิดเผยว่าพวกเขาได้ทำการทดสอบโอนเงินผ่านเครือข่าย ‘ไลท์นิ่ง เน็ตเวิร์ก(Lightning Network)’ มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 14.6 ล้านบาท) ร่วมกับแพลตฟอร์มคราเคน(Kraken) ได้สำเร็จ โดยใช้เวลาเพียง 0.43 วินาที และระบบอินฟราสตรักเจอร์มาจากบริษัทโวลเทจ(Voltage)
การโอนครั้งนี้ถือเป็นสถิติใหม่ของการใช้งานไลท์นิ่งในระดับองค์กร และมากกว่าการโอนครั้งใหญ่ที่สุดก่อนหน้าถึง 7 เท่า ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เหตุการณ์นี้จะยิ่งจุดกระแสการนำไลท์นิ่งมาใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดยปัจจุบัน บริษัทระดับสถาบันอย่างฟิเดลิตี้ ดิจิทัล แอสเสท และบล็อกสตรีม ต่างมองว่าไลท์นิ่งคือ ‘รากฐานของระบบการเงินแห่งอนาคต’ ทั้งนี้ ความจุรวมหรือ core capacity ของระบบเพิ่มขึ้นกว่า 384% เทียบกับปี 2020
ตลอดทั้งวัน อุตสาหกรรมคริปโตต้องเผชิญสถานการณ์หลากหลาย ทั้ง ‘แรงสั่นจากการเมือง’ ที่อาจพาดพิงถึงทรัมป์ ‘การต่อรองเชิงนโยบาย’ จากกฎหมายกำกับใหม่ ‘ความชัดเจนเชิงนโยบาย’ ว่าภาครัฐจะไม่เข้ามาช่วยเหลือ และ ‘นวัตกรรมที่เดินหน้า’ จากไลท์นิ่ง เน็ตเวิร์ก สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า คริปโตไม่ได้ถูกพูดถึงเพียงแค่ฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นจุดตัดระหว่างการเงิน การเมือง และเทคโนโลยีของโลกยุคใหม่.
ความคิดเห็น 0