ระบบการเงินยุคใหม่กำลังก้าวสู่ความเป็น ‘อัตโนมัติเต็มรูปแบบ’ โดยปราศจากบทบาทของมนุษย์ โดยคามิลลา สตีเวนสัน ผู้ดำเนินรายการบนยูทูบด้านการจัดการสินทรัพย์ในโลกคริปโต ได้ให้ความเห็นว่า ‘ระบบการเงินในอนาคตจะออกแบบมาเพื่อซอฟต์แวร์ ไม่ใช่มนุษย์’ พร้อมชี้ว่า ระบบใหม่จะโดดเด่นด้วย ‘การแลกเปลี่ยนมูลค่าระหว่างซอฟต์แวร์’ อย่างไม่มีอารมณ์ ไม่มีการทำงานด้วยมือ และไม่มีการล่าช้า
สตีเวนสันมองว่า โครงสร้างการเงินแบบเก่าไม่ได้ล่มสลาย แต่กลับถูก ‘ปรุงแต่งอย่างละเอียด’ เพื่อให้กลไกอัตโนมัติสามารถรองรับการทำงานแทนมนุษย์ได้ ช่องโหว่ในระบบเดิมซึ่งเคยใช้ดุลยพินิจของคน กลับกลายเป็น ‘อุปสรรค’ ที่ขัดต่อความเร็วและความแม่นยำของระบบใหม่
เธออธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบการเงินยุคปัจจุบันกำลังแบกรับ ‘หน้าที่ใหม่’ ที่มิได้ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น เช่น การโอนเงินแบบ 24 ชั่วโมงไม่หยุดพัก, การซื้อขายอัตโนมัติระหว่างซอฟต์แวร์ และการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ด้วยโค้ด ลักษณะการทำงานเหล่านี้ทำให้เงื่อนไขเดิมที่ว่า ‘ใครบางคนต้องอนุมัติ’ หรือ ‘ใครบางคนตรวจสอบความผิดพลาด’ กลายเป็นเรื่องล้าสมัย
ด้วยเหตุนี้ การโอนเงินล่าช้าหรือความไม่ชัดเจนในการประมวลผลจึงกลายเป็นปัญหาที่เริ่มเห็นได้ชัดเจน เธอกล่าวว่า “คำถามอย่าง ‘ตรวจสอบบัญชีเสร็จหรือยัง’, ‘รายการโอนยกเลิกได้ไหม’, ‘ใครคือผู้ถือครองทรัพย์สินแบบเรียลไทม์’ จำเป็นต้องตอบได้ชัดเจนและฉับไว” เพราะเมื่อเกิด ‘ความไม่แน่นอน’ ระบบจะช้าลงหรือถึงขั้นหยุดทำงาน
แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นในท่าทีของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงหลัง ซึ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างหลัก เช่น กฎการชำระเงิน, โมเดลการเก็บรักษาทรัพย์สิน และความสอดคล้องกับกรอบกฎหมาย มากกว่าแอปสวยหรูเพื่อผู้บริโภค แนวโน้มนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นใหญ่ เช่น เงินดิจิทัลจากธนาคารกลาง(CBDC), โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินด้วยบล็อกเชน และการปรับสมดุลเศรษฐกิจโลก
เมื่อเข้าสู่โลกของระบบอัตโนมัติ สิ่งสำคัญคือ ‘การทำงานร่วมกันโดยไม่ต้องเฝ้าควบคุม’ นั่นคือระบบที่ดำเนินการได้โดยไม่ต้องอาศัยการตรวจสอบหรือวิเคราะห์แบบมนุษย์อีกต่อไป
ในบริบทดังกล่าว บรรดาสถาบันลงทุนเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับโปรโตคอลและเหรียญคริปโตที่เน้นการใช้งานจริง แม้ราคาจะซบเซาและภาวะตลาดจะไม่เอื้อนัก แต่สินทรัพย์ที่ ‘พิสูจน์ความน่าเชื่อถือได้ในฐานะเครื่องมือชำระเงิน’ ยังคงได้รับความสนใจ สตีเวนสันระบุว่า “เกณฑ์อย่าง ความชัดเจนของการชำระเงิน, ความแน่นอนในสิทธิความเป็นเจ้าของ, และความราบรื่นในการโอนข้ามประเทศ กำลังเป็นปัจจัยตัดสินใจหลักของนักลงทุนสถาบัน”
แม้เธอจะไม่ระบุชื่อเหรียญโดยตรง แต่ได้ชี้ว่า ‘เหรียญสายโครงสร้างพื้นฐาน’ ที่เน้นการรองรับระบบ เช่น ด้านการชำระเงิน การเก็บรักษาทรัพย์สิน และความชัดเจนของกฎเกณฑ์ มีแนวโน้มจะได้รับการยอมรับใหม่อีกครั้ง ความนิยมชั่วคราวหรือกระแสการลงทุนอย่าง ‘เหรียญมีม’ กลับไม่มีความยั่งยืนในระบบที่เน้นความเสถียรและชัดเจนแบบนี้
สตีเวนสันยังเน้นด้วยว่า นักลงทุนไม่ควรสนใจแค่ ‘ถืออะไร’ แต่ควรเริ่มสนใจว่า ‘ถืออย่างไร’ เช่น การถือครองคริปโตในโครงสร้างบัญชีเกษียณ(IRA), การผสมผสานกับทองคำหรือเงินจริง หรือเหรียญ USDC, และการปฏิบัติตามภาษีและกรอบกำกับชัดเจน สิ่งเหล่านี้เข้ากับระบบการเงินที่ ‘เครื่องจักรเป็นผู้ควบคุม’ มากกว่า
ท้ายที่สุด สตีเวนสันมองว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่เน้น ‘อินเทอร์เฟซสำหรับมนุษย์’ สู่ระบบ ‘เบื้องหลังที่ขับเคลื่อนด้วยโค้ด’ สินทรัพย์ประเภทที่เข้าสู่ระบบอัตโนมัติได้ดี จะได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางยุคที่มีเหรียญมีมครองเทรนด์ในโซเชียล แต่กลับไม่ได้ติดตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน
แม้เธอจะไม่ได้ระบุว่านี่คือ ‘กลยุทธ์ที่ทุกคนต้องทำตาม’ แต่เธอกล่าวย้ำว่า เราทุกคนควรยอมรับความจริงที่ว่า “ระบบให้รายละเอียดสูงที่ขับเคลื่อนโดยเครื่องจักร คือโลกที่เรากำลังดำรงอยู่” และนั่นหมายถึง การวางแผนด้านภาษี การดูแลทรัพย์สิน กรอบกำกับ และความพร้อมในการเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ จำเป็นต้อง ‘ละเอียดขึ้นและครอบคลุมมากกว่าเดิม’ สำหรับการลงทุนระยะยาว
ความคิดเห็น 0