บริษัทฟีเซิร์ฟ(Fiserv) ยักษ์ใหญ่ด้านระบบชำระเงินและฟินเทคของสหรัฐฯ เปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘ชำระเงินดอลลาร์แบบเรียลไทม์’ สำหรับบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นทางการ แพลตฟอร์มนี้ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้ธุรกิจคริปโตเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานเงินดอลลาร์(USD) แบบ ‘ตลอด 24 ชั่วโมง’ ได้อย่างมั่นคง และเร่งให้ ‘การเงินดั้งเดิม(TradFi)’ เชื่อมต่อกับโลกคริปโตเร็วขึ้น
เมื่อวันพฤหัสบดี (เวลาท้องถิ่น) ฟีเซิร์ฟประกาศเปิดตัวระบบชำระเงินสดแบบเรียลไทม์สำหรับบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล ชื่อ ‘อินเด็กซ์(INDX)’ อย่างเป็นทางการ แพลตฟอร์มนี้เปิดให้ใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และออกแบบให้สามารถเคลื่อนย้ายเงินดอลลาร์สหรัฐได้ทันทีผ่านบัญชีคัสโตเดียร์เพียงบัญชีเดียว ทำให้ตลาดแลกเปลี่ยนคริปโต เทรดดิ้งเดสก์ และผู้ให้บริการคัสโตดี สามารถบริหารจัดการยอดเงินดอลลาร์ของตนได้คล่องตัวมากขึ้น
ตามข้อมูลของบริษัท ‘อินเด็กซ์’ จะถูกให้บริการผ่านสถาบันการเงินที่เข้าร่วมเครือข่าย ‘ดีพอซิต เน็ตเวิร์ก(Deposit Network)’ ของฟีเซิร์ฟ ซึ่งมีมากกว่า 1,100 แห่ง โครงสร้างบัญชีถูกออกแบบให้ได้รับความคุ้มครองเงินฝากจาก ‘สถาบันประกันเงินฝากแห่งสหพันธรัฐ (FDIC)’ สูงสุด 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 360.5 พันล้านวอน มุมมองจากฝั่งบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลคือ พวกเขาสามารถใช้โครงสร้างบัญชีในระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็ได้อินฟราด้านการชำระเงินที่ ‘เปิดตลอดเวลา’ ใกล้เคียงกับการโอนบนบล็อกเชน
สาเหตุที่การเปิดตัว ‘อินเด็กซ์’ ถูกจับตามอง เพราะปัจจุบันบริษัทคริปโตจำนวนมากยังต้องพึ่งพาโครงข่ายธนาคารที่เปิดทำการเฉพาะวันและเวลาราชการ หรือไม่ก็ต้องใช้การโอนโทเคนบนเชนเพื่อเคลื่อนย้ายมูลค่าเป็นดอลลาร์ ‘อินเด็กซ์’ เข้ามาเติมช่องว่างนี้ด้วยการทำให้การโอนและชำระเงินดอลลาร์แบบ 24 ชั่วโมงเกิดขึ้นได้ ‘ภายใน’ ระบบธนาคารเดิม ให้ความสะดวกใกล้เคียงการชำระเงินบนเชน แต่ทำงานในรูปแบบ ‘ออฟเชน’
ฟีเซิร์ฟถือเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีด้านการชำระเงินและบริการการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้บริการตั้งแต่ระบบโครงสร้างหลักของธนาคาร (Core Banking) การรับชำระเงินให้ร้านค้า ไปจนถึงการประมวลผลธุรกรรมทุกรูปแบบ บริษัทคาดว่ารายได้ในปีงบประมาณ 2025 จะเกิน 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.03 หมื่นพันล้านดอลลาร์ฮ่องกง) ทำให้ฟีเซิร์ฟถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานหลักของวงการ ‘ทราดิไฟ(TradFi)’ อย่างเต็มตัว
ในฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัล ฟีเซิร์ฟก็ขยับตัวต่อเนื่อง เมื่อเดือนตุลาคม 2025 รัฐนอร์ทดาโคตาในสหรัฐฯ เลือกฟีเซิร์ฟเป็นพันธมิตรให้บริการโครงสร้างด้านการชำระเงินและการชำระราคา สำหรับโครงการสเตเบิลคอยน์ที่ได้รับการสนับสนุนระดับรัฐ นั่นทำให้เทคโนโลยีชำระเงินของฟีเซิร์ฟถูกนำไปใช้ใน ‘การทดลองดอลลาร์ดิจิทัลในระดับรัฐ’ และถูกมองว่าเป็นโปรเจกต์เชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนการขยายตัวของอินฟราสเตเบิลคอยน์
‘อินเด็กซ์’ ยังสะท้อนแนวโน้มใหม่ ที่สถาบันการเงินดั้งเดิมเริ่มลงมือสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง สำหรับนักลงทุนสถาบัน จุดแข็งคือยังคงใช้โครงสร้างบัญชีและการฝากเงินแบบเดิมของธนาคาร แต่ได้ฟังก์ชัน ‘การจัดการสภาพคล่องและเงินสดที่หมุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง’ ซึ่งถือเป็นการยกระดับวิธีการบริหารเงินสดจากระบบเดิมไปอีกขั้น
จุดนี้ทำให้ฟีเซิร์ฟถูกมองว่ามี ‘แต้มต่อ’ เทียบกับพันธมิตรธนาคารแบบเดิมที่ยังใช้ระบบประมวลผลธุรกรรมแบบรอบ (batch processing) เป็นหลัก สำหรับผู้เล่นในโครงสร้างพื้นฐานคริปโตอย่าง ตลาดซื้อขายคริปโต เดสก์เทรด OTC ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ และผู้ให้บริการคัสโตดี ‘สภาพคล่องดอลลาร์แบบเรียลไทม์’ ที่เชื่อถือได้ ถือเป็นความได้เปรียบสำคัญทั้งด้านการบริหารความเสี่ยงและการขยายธุรกิจ
ฟีเซิร์ฟมีสำนักงานใหญ่ในเมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน และเมื่อเดือนธันวาคม 2025 บริษัทได้ปิดดีลเข้าซื้อ ‘สโตน แคสเซิล แคช แมเนจเมนต์(Stone Castle Cash Management)’ ผู้ให้บริการสภาพคล่องแก่ธนาคาร นักวิเคราะห์มองว่าดีลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการเสริมสภาพคล่องและโครงสร้างธนาคารเบื้องหลังให้กับ ‘เอฟไอยูเอสดี(FIUSD)’ สเตเบิลคอยน์ของฟีเซิร์ฟที่เปิดตัวเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ‘ความคิดเห็น’ การเชื่อม ‘อินเด็กซ์’, สเตเบิลคอยน์ FIUSD และแพลตฟอร์มสภาพคล่องธนาคารเข้าด้วยกัน บ่งชี้ชัดว่าฟีเซิร์ฟต้องการสร้างอีโคซิสเต็มครบวงจรของดอลลาร์ดิจิทัลในกรอบธนาคารเดิม
การเปิดตัว ‘อินเด็กซ์’ ยังสะท้อนว่า ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังถูกมองเกินกว่าคำว่า “โอนเร็ว ค่าธรรมเนียมต่ำ” แต่เริ่มถูกจัดวางเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานด้านสภาพคล่อง’ ให้กับระบบการเงินดั้งเดิม ‘ดอลลาร์ดิจิทัลที่เปิดตลอดเวลา’ สามารถใช้ในการเคลื่อนย้ายหลักประกัน การบริหารเงินคลังและสภาพคล่องขององค์กร (Treasury) และการชำระเงินข้ามพรมแดน โดยลดตัวกลางและแรงเสียดทานในการชำระราคา (Settlement) ลงอย่างมีนัยสำคัญ
บนเวทีโลก การแข่งขันในสนามสเตเบิลคอยน์เดินหน้าไปไกลแล้ว ธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ และแพลตฟอร์มคริปโตต่างเร่งออกสเตเบิลคอยน์และเครือข่ายชำระเงินแบบเรียลไทม์ของตนเอง เพื่อช่วงชิงบทบาทผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินและสภาพคล่อง ท่ามกลางกระแสนี้ ‘อินเด็กซ์’ ของฟีเซิร์ฟวางจุดขายที่แตกต่างในฐานะ ‘เครือข่ายดอลลาร์แบบ 24 ชั่วโมงที่หมุนอยู่ภายในระบบธนาคาร’
อย่างไรก็ดี ‘อินเด็กซ์’ ไม่ใช่แพลตฟอร์มเดียวที่ให้บริการโครงสร้างชำระเงินแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ‘ไซกนุม(Sygnum)’ ให้บริการเครือข่ายมัลติแอสเซตแบบ 24 ชั่วโมงสำหรับนักลงทุนสถาบัน รองรับทั้งเงินตราแบบดั้งเดิม สเตเบิลคอยน์ และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ พร้อมฟังก์ชันชำระเงินระหว่างสกุลเงินและโทเคนแบบทันที ขณะที่ ‘ไฟร์บล็อกส์(Fireblocks)’ ก็พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินแบบเรียลไทม์สำหรับการโอนสเตเบิลคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารสภาพคล่องให้ลูกค้าสถาบันเป็นหลัก
ภาพรวมแล้ว โครงสร้างพื้นฐานของการเงินดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังขยับเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ แพลตฟอร์มที่ยัง ‘ยึดโครงสร้างเงินฝากธนาคารเดิมเอาไว้’ แต่สามารถทำให้การโอนดอลลาร์ 24 ชั่วโมงเกิดขึ้นได้อย่าง ‘อินเด็กซ์’ มีโอกาสกลายเป็นตัวเลือกที่สถาบันและหน่วยงานกำกับดูแลรู้สึก ‘สบายใจ’ มากกว่าแพลตฟอร์มที่พึ่งพาโครงสร้างนอกระบบธนาคารโดยตรง
พร้อมกันนั้น การแข่งขันและความร่วมมือระหว่างโครงสร้างพื้นฐานสเตเบิลคอยน์บนบล็อกเชน กับโครงสร้างแบบออฟเชนในระบบธนาคาร จะเป็นสนามทดสอบสำคัญว่า โมเดลใดจะกลายเป็น ‘มาตรฐานตลาด’ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ‘ความคิดเห็น’ การต่อสู้ครั้งนี้อาจตัดสินว่า “ดอลลาร์ดิจิทัล” ในระดับโครงสร้างพื้นฐานสุดท้ายแล้วจะหน้าตาเป็นแบบใด และใครจะครองเครือข่ายสภาพคล่องหลักของตลาดโลก
ความคิดเห็น 0