ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีขึ้นชื่อเรื่อง ‘ความผันผวนรุนแรง’ นักลงทุนส่วนใหญ่มักนึกถึงแค่การ ‘ซื้อถูกขายแพง’ แต่เทรดเดอร์สายเทคนิคจะมองว่า ช่วงขาลงเองก็เป็นโอกาสทำกำไรได้เช่นกัน โดยเฉพาะกลยุทธ์ ‘ขายชอร์ต(Short)’ หรือการเปิด ‘สถานะชอร์ต’ ที่ใช้ประโยชน์จากการปรับตัวลงของราคา แพลตฟอร์มมาร์จิ้นเทรดดิ้ง ‘มาร์เจ็กซ์(Margex)’ ชูจุดเด่นที่ ‘เลเวอเรจสูงสุด 100 เท่า’ ควบคู่ ‘ระบบป้องกันการปั่นราคา’ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อกลยุทธ์ชอร์ตโดยเฉพาะ บทความนี้สรุปขั้นตอนการทำ ‘คริปโตชอร์ต’ บนมาร์เจ็กซ์ และเหตุผลว่าทำไมแพลตฟอร์มนี้จึงถูกมองว่าเหมาะกับการเทรดฝั่งชอร์ต
การทำคริปโตชอร์ตบนมาร์เจ็กซ์ทำงานอย่างไร
ในเชิงโครงสร้าง ‘ชอร์ต’ ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด หลักการคือ เทรดเดอร์ ‘ยืมสินทรัพย์’ มาขายที่ราคาในปัจจุบัน แล้วรอให้ราคาลดลง จากนั้นค่อย ‘ซื้อคืน’ ที่ราคาต่ำกว่า เพื่อนำไปคืนเจ้าของเดิม ส่วนต่างระหว่างราคาขายกับราคาซื้อคืนคือกำไร
มาร์เจ็กซ์ออกแบบอินเทอร์เฟซให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้ที่ไม่คุ้นกับ ‘อนุพันธ์คริปโต’ ก็สามารถทำตามขั้นตอนการชอร์ตได้ทีละสเต็ป
ขั้นแรกคือการ ‘สมัครบัญชี’ มาร์เจ็กซ์ระบุว่าแพลตฟอร์มขอข้อมูลส่วนตัวเท่าที่จำเป็น ทำให้เปิดบัญชีได้เร็ว หลังล็อกอินแล้ว ผู้ใช้สามารถไปที่เมนู ‘กระเป๋าเงิน (Wallet)’ เพื่อฝากเหรียญเข้าระบบ รองรับการฝาก ‘บิตคอยน์(BTC)’ และคริปโตหลักอื่น ๆ
สำหรับคนที่ยังไม่มีคริปโต มาร์เจ็กซ์รองรับการซื้อเหรียญผ่านบริการชำระเงิน ‘เชนจ์ลี่(Changelly)’ ผู้ใช้สามารถใช้ ‘บัตรเครดิตหรือเดบิต’ ซื้อคริปโตแล้วให้โอนเข้าสู่บัญชีมาร์เจ็กซ์โดยตรง ไม่ต้องผ่านเว็บเทรดภายนอก ช่วยลดขั้นตอนการย้ายเหรียญและทำให้มี ‘เงินทุนสำหรับเทรด’ ได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเติมเงินเรียบร้อย ให้ไปที่หน้าจอ ‘Trade’ ซึ่งจะแสดง ‘ออร์เดอร์บุ๊ก’ และ ‘กราฟราคา’ แบบเรียลไทม์ในหน้าเดียว การจะเริ่มเปิดชอร์ต ผู้ใช้ต้องเลือก ‘คู่เทรดคริปโต’ ที่ต้องการก่อน แล้วเลือก ‘รูปแบบคำสั่ง’
หากต้องการเข้าที่ราคาที่กำหนดเอง ใช้ ‘คำสั่งลิมิต (Limit Order)’ แต่ถ้าต้องการให้ ‘จับคู่ทันทีตามราคาตลาด’ ให้ใช้ ‘คำสั่งมาร์เก็ต (Market Order)’ นอกจากนี้ยังมี ‘คำสั่งสต็อปมาร์เก็ต (Stop Market Order)’ สำหรับตั้งให้ระบบเข้า–ออกอัตโนมัติเมื่อราคามาถึงระดับที่กำหนด เหมาะกับการรับมือ ‘ความผันผวนฉับพลัน’
ขั้นต่อมาคือการกำหนด ‘เลเวอเรจ(Leverage)’ มาร์เจ็กซ์รองรับเลเวอเรจ ‘สูงสุด 100 เท่า’ หมายความว่า หากมีเงินประกัน (Margin) 1,000 ดอลลาร์ ก็สามารถเปิดสถานะมูลค่าสูงสุดถึง 100,000 ดอลลาร์ได้ เมื่อเลือกเลเวอเรจและระบุจำนวนเรียบร้อย ให้กดปุ่ม ‘Sell/Short (ขาย/ชอร์ต)’ เพื่อเปิดสถานะชอร์ต
หลังจากสถานะถูกเปิด ระบบจะแสดง ‘อัตราผลตอบแทนจากทุน (RoE)’ และ ‘กำไร–ขาดทุน (PnL)’ แบบเรียลไทม์ ผู้ใช้จึงเห็นได้ตลอดเวลาว่าตอนนี้สถานะอยู่ในโซนกำไรหรือขาดทุน เมื่อราคาเดินมาถึง ‘ระดับเป้ากำไร’ หรือมุมมองต่อตลาดเปลี่ยนไป ก็สามารถปิดสถานะชอร์ตได้ด้วยการส่งคำสั่งฝั่งตรงข้ามคือ ‘คำสั่งซื้อ’
ทำไมเทรดเดอร์จึงเลือกมาร์เจ็กซ์สำหรับสถานะชอร์ต
การทำกำไรจากชอร์ตจะมีประสิทธิภาพได้ต้องมี ‘สภาพคล่อง’ และ ‘ความปลอดภัย’ รองรับ มาร์เจ็กซ์วางตัวเองว่าให้ความสำคัญกับทั้งสองด้านผ่านโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง
ด้านสภาพคล่อง มาร์เจ็กซ์ใช้โมเดล ‘สภาพคลังรวม (aggregated liquidity)’ โดยดึง ‘คำสั่งซื้อ–ขาย’ จากผู้ให้สภาพคล่องหลายราย (Liquidity Providers) มารวมเป็นออร์เดอร์บุ๊กเดียวที่ลึกขึ้น ส่งผลให้คำสั่งสามารถจับคู่ได้รวดเร็วแม้ในจังหวะ ‘ราคาวิ่งแรงระดับวินาที’ และตั้งเป้าไปที่ ‘การเทรดแบบไม่เกิดสลิปเพจ (Zero Slippage)’ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่คำสั่งขนาดใหญ่จะถูกจับคู่ที่ราคาที่แย่เกินไป โดยเฉพาะช่วง ‘ขาลงรุนแรง’ ที่ทิศทางราคาสามารถเปลี่ยนได้ในไม่กี่วินาที
ในด้านความปลอดภัย มาร์เจ็กซ์ไม่ได้โฟกัสแค่ ‘การป้องกันบัญชี’ แต่ยังกำหนดเป้าหมายในการ ‘ป้องกันการถูกล้างพอร์ตจากการปั่นราคา’ หนึ่งในฟีเจอร์สำคัญคือ ‘ระบบ MP Shield™’
ในตลาดคริปโตที่กำกับดูแลหลวม เคยมีรายงานกรณี ‘ราคาบนบางกระดานดีดขึ้น–ดิ่งลงผิดปกติ’ เกิด ‘ไส้เทียนยาว (Wick)’ ที่ไม่ได้สะท้อนราคาตลาดโดยรวม แต่กลับไปกระทบ ‘สถานะเลเวอเรจ’ จนถูกบังคับปิด (Liquidation) มาหลายครั้ง
ระบบ ‘MP Shield™’ จะคอยตรวจสอบข้อมูลราคาจากหลายแหล่งแบบเรียลไทม์ หากพบการเคลื่อนไหวราคาผิดปกติที่เข้าข่าย ‘การปั่นหรือจงใจดันราคา’ ระบบจะป้องกันไม่ให้ใช้ ‘สัญญาณราคาที่ผิดเพี้ยน’ นั้นเป็นฐานในการล้างสถานะ เท่ากับว่าผู้ใช้จะรับรู้ ‘กำไร–ขาดทุน’ ตาม ‘ทิศทางตลาดจริง’ มากกว่าถูกกระทบจากเหตุการณ์ราคาหลุดเดี่ยวบนบางตลาด
อีกจุดแข็งของมาร์เจ็กซ์คือฟีเจอร์ ‘ครอสคอลแลทเทอรัล (Cross Collateral)’ ที่ช่วยเพิ่ม ‘ประสิทธิภาพการใช้เงินทุน’ ผู้ใช้สามารถนำ ‘สินทรัพย์ใด ๆ ในกระเป๋า’ มาเป็น ‘หลักประกัน’ เพื่อเปิดสถานะได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเหรียญเดียวกับคู่เทรด
ตัวอย่างเช่น หากมีแค่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ อยู่ในกระเป๋า แต่ต้องการเปิดสถานะชอร์ตใน ‘อีเธอเรียม(ETH)’ หรือ ‘โซลานา(SOL)’ ก็สามารถใช้ ‘BTC’ เป็นหลักประกันได้เลย ไม่ต้องแปลงไปเป็นเหรียญอื่นก่อน ช่วยลด ‘ค่าธรรมเนียม’ และ ‘สลิปเพจ’ ที่จะเกิดขึ้นจากการสลับเหรียญหลายรอบ ทำให้ ‘สินทรัพย์ที่ถืออยู่’ ถูกใช้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพขึ้น
ในส่วนโครงสร้างค่าธรรมเนียม มาร์เจ็กซ์เน้น ‘ความโปร่งใส’ โดยแสดงข้อมูลค่าธรรมเนียมทั้งหมดอย่างชัดเจนบนหน้าจอ ไม่มีค่าคอมมิชชันแอบแฝง และระบุ ‘PnL’ บนฐานของ ‘ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง’ เทรดเดอร์สายชอร์ตซึ่งเปิด–ปิดสถานะบ่อย จะได้รับผลกระทบจากค่าธรรมเนียมโดยตรง ดังนั้นความโปร่งใสของค่าธรรมเนียมจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์ม
กลยุทธ์ชอร์ตเชิงรุกกับการบริหารความเสี่ยง
โดยโครงสร้างแล้ว ‘ชอร์ต’ เป็นกลยุทธ์ที่ ‘มีโอกาสขาดทุนไม่จำกัด’ เพราะทฤษฎีแล้ว ‘ราคาสินทรัพย์สามารถขึ้นได้โดยไม่มีเพดาน’ ยิ่งในตลาดคริปโตที่ทั้งฝั่งขึ้น–ลงเหวี่ยงแรง การจัดการความเสี่ยงจึงกลายเป็น ‘เงื่อนไขจำเป็น’
มาร์เจ็กซ์จึงแนะนำให้ผู้ใช้ตั้ง ‘คำสั่งหยุดขาดทุน (Stop Loss)’ และ ‘คำสั่งทำกำไร (Take Profit)’ ควบคู่ไปกับทุกสถานะชอร์ต
‘Stop Loss’ คือระดับราคาที่หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางถึงจุดที่ตั้งไว้ ระบบจะปิดสถานะอัตโนมัติเพื่อจำกัดขาดทุน ช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายบานปลาย ในขณะที่ ‘Take Profit’ ช่วยล็อกกำไรเมื่อราคามาถึงเป้าหมาย ลดโอกาสที่ผู้เทรดจะ ‘โลภต่อ’ จนปล่อยให้กำไรที่มีอยู่หายกลับคืนตลาด
ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ การชอร์ตแบบไม่มีแผนถือเป็นความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง การ ‘ยืนกรานชอร์ตในเหรียญที่อยู่ในช่วงกระแสขาขึ้นแรง’ หรือมีโมเมนตัมเชิงบวกชัดเจน มักนำไปสู่การขาดทุนหนัก กลยุทธ์ชอร์ตจะมีประสิทธิภาพขึ้นเมื่อ
- แนวโน้มขาลงถูกยืนยันแล้ว หรือ
- ตัวชี้วัดทางเทคนิคบ่งชี้ ‘สัญญาณกลับตัว’ ที่มีน้ำหนักรองรับ
มาร์เจ็กซ์รวม ‘เครื่องมือวิเคราะห์กราฟ’ และ ‘อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค’ ไว้ในหน้าจอเทรด ผู้ใช้สามารถทำ ‘เทคนิคอลเบื้องต้น’ ได้โดยไม่ต้องเปิดบริการกราฟภายนอก ทำให้วางแผนจุดเข้า–ออกของสถานะชอร์ตได้ในแพลตฟอร์มเดียว
สำหรับสถานการณ์ตลาดที่รุนแรง มาร์เจ็กซ์ยังเพิ่ม ‘กลไกป้องกันยอดคงเหลือติดลบ (Negative Balance Protection)’ เพื่อลดผลกระทบจากการใช้เลเวอเรจสูง ในทางทฤษฎี หากตลาดวิ่งสวนแรงมาก สถานะเลเวอเรจอาจทำให้ ‘ผลขาดทุนเกินเงินที่ฝากไว้’ จนบัญชีกลายเป็นตัวเลขติดลบได้
ฟีเจอร์ ‘ป้องกันยอดติดลบ’ จะหยุดไม่ให้ยอดเงินในบัญชีของผู้ใช้ลงไปต่ำกว่า 0 กล่าวคือ เทรดเดอร์จะไม่ถูกทำให้ ‘กลายเป็นหนี้แพลตฟอร์ม’ จากการเทรด ช่วยลดภาระทางจิตใจ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ ‘เลเวอเรจสูง’ หรือเทรด ‘อัลท์คอยน์ผันผวนจัด’ ด้วยกลยุทธ์ชอร์ตระยะสั้น
สรุป: เปลี่ยนตลาดขาลงให้กลายเป็นโอกาสผ่านโครงสร้างชอร์ต
ตลาดคริปโตเป็น ‘วัฏจักรราคา’ ที่สลับขึ้น–ลงอยู่ตลอด มาร์เจ็กซ์พยายามรวมฟังก์ชันสำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ เช่น ‘อินเทอร์เฟซใช้งานง่าย’, ‘เลเวอเรจสูงสุด 100 เท่า’, ‘ระบบป้องกันการปั่นราคา MP Shield™’, ‘ครอสคอลแลทเทอรัล’ และ ‘การป้องกันยอดคงเหลือติดลบ’ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงกลยุทธ์ ‘ชอร์ตคริปโต’ และมองหาโอกาสได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง
อย่างไรก็ตาม ‘ชอร์ต’ และ ‘เลเวอเรจเทรดดิ้ง’ ล้วนมีระดับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สูง และอาจขยายขนาดขาดทุนได้รวดเร็ว ‘ความคิดเห็น’ ควรมองว่า เครื่องมือและระบบป้องกันความเสี่ยงที่แพลตฟอร์มให้มาเป็นเพียง ‘ตัวช่วยจัดการความเสี่ยง’ ไม่ใช่ ‘หลักประกันผลกำไร’ การเข้าใจทิศทางและความผันผวนของตลาดให้ดี ตั้งจุดตัดขาดทุนอย่างเคร่งครัด และจำกัดขนาดสถานะให้เหมาะสมกับเงินทุน คือพื้นฐานที่นักลงทุนต้องยึดไว้ทุกครั้งก่อนใช้กลยุทธ์ ‘คริปโตชอร์ต’
ผู้ที่ต้องการดู ‘รายละเอียดเชิงเทคนิค’ ของวิธีใช้มาร์เจ็กซ์สำหรับการชอร์ตคริปโต สามารถศึกษาต่อได้จากหน้าอย่างเป็นทางการของมาร์เจ็กซ์ที่ ‘https://margex.com/en/how-to-short-crypto’
ความคิดเห็น 0