การเปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดการเงินทั่วโลก เพราะเนื้อหาให้สัญญาณสวนทางกับที่นักลงทุนคาดไว้ก่อนหน้าอย่างชัดเจน ความหวังเรื่อง ‘การปรับลดดอกเบี้ยเร็ว’ ที่ช่วยหนุนราคาบิตคอยน์(BTC) ถูกเบรกอย่างแรง และที่น่ากังวลกว่านั้นคือโอกาส ‘กลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม’ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดคริปโตทั้งตลาดต้องเผชิญภาวะกดดันสูงขึ้น
ในการประชุม FOMC เดือนมกราคม เฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ช่วง 3.5–3.75% ต่อปี หลังจากก่อนหน้านี้ปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องสามครั้งตั้งแต่ปลายปี 2025 ถือเป็นการ ‘พักเบรก’ รอบแรก แต่บรรยากาศในรายงานการประชุมกลับไม่ได้ดูผ่อนคลายอย่างที่หลายฝ่ายคาด ผลการลงคะแนนคือ เสียงสนับสนุนคงดอกเบี้ย 10 คน และเสียงที่ต้องการนโยบายผ่อนคลายมากขึ้น 2 คน ฟังดูเหมือนการคงดอกเบี้ยตามปกติ แต่เนื้อหารายละเอียดสะท้อนว่ามีมุมมองสายเหยี่ยวที่เข้มข้นพอสมควรในวงประชุม
ที่น่าสนใจคือ กรรมการบางส่วนระบุชัดว่า หากเงินเฟ้อมีแนวโน้ม “ฝังตัวอยู่เหนือระดับเป้าหมาย” ก็พร้อมจะปรับดอกเบี้ยขึ้นเพิ่มเติม ‘upward adjustments’ อีกครั้ง นั่นหมายความว่า ในขณะที่ตลาดมัวแต่ถามว่า “เฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยเมื่อไหร่” เฟดกลับส่งสัญญาณอีกทางว่า “ถ้าจำเป็น เราอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยได้” เป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดของตลาดแบบชัดเจน
ก่อนรายงานการประชุมถูกเผยแพร่ ตลาดการเงินส่วนใหญ่แทบจะ ‘ปักใจเชื่อ’ แล้วว่า ปี 2026 จะเป็นปีของการลดดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำและนโยบายการเงินผ่อนคลายมักถูกมองว่าเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะบิตคอยน์(BTC) และคริปโตเคอร์เรนซีอื่น ๆ เพราะหมายถึง ‘สภาพคล่อง’ ที่ไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
แต่รายงานการประชุมรอบนี้เหมือนเทน้ำเย็นใส่สมมติฐานดังกล่าว เฟดย้ำว่าจะยังไม่เร่งลดดอกเบี้ยจนกว่าจะเห็นหลักฐานชัดเจนของ ‘ดีสอินฟเลชัน’ หรือการชะลอตัวของเงินเฟ้ออย่างยั่งยืน และหากเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรง เฟดก็พร้อมจะ ‘เพิ่มความเข้มข้นของการคุมเข้ม’ ผ่านการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง สัญญาณนี้สอดคล้องกับธีม ‘ดอกเบี้ยสูงนานกว่าเดิม – higher for longer’ ที่นักลงทุนเริ่มกลับมาพูดถึงกันอีกครั้ง
เมื่อดอกเบี้ยสูงอยู่นาน ต้นทุนทางการเงินก็สูงตาม เม็ดเงินในระบบมีแนวโน้มไหลออก สภาพคล่องหดตัว การลงทุนที่ใช้เลเวอเรจ (กู้ยืมเพื่อเก็งกำไร) ก็จะถูกบีบให้ระมัดระวังมากขึ้น สำหรับตลาดคริปโตที่อ่อนไหวต่อสภาพคล่องเป็นพิเศษ ทั้งราคาบิตคอยน์(BTC) และเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บิตคอยน์สปอต ETF ก็อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น การปรับตัวขึ้นของราคาในช่วงที่ผ่านมา ที่ได้แรงหนุนจาก ‘ความหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลง’ อาจถูกแปลงสภาพเป็นแรงขายทำกำไรและแรงปรับฐานในรอบใหม่ได้
ด้านฝั่งตลาดอนุพันธ์มุมมองต่อเส้นทางดอกเบี้ยก็เริ่มมีความผันผวนมากขึ้น ข้อมูลจากตลาดฟิวเจอร์สดอกเบี้ยของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ชิคาโก (CME) บ่งชี้ว่า ความเป็นไปได้ที่เฟดจะคงดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนมีนาคมยังอยู่ในระดับสูงราว 94% แปลว่า ตลาดยังเชื่อว่าเฟดจะ ‘ยังไม่ขยับ’ ในระยะสั้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเป็นไปได้ของ ‘การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม’ ซึ่งก่อนหน้านี้แทบเป็นศูนย์ เริ่มถูกสะท้อนกลับเข้ามาในราคาแล้ว ‘ความคิดเห็น’ สถานการณ์นี้ชี้ว่าฉากทัศน์การขึ้นดอกเบี้ยยังไม่หายไปจากโต๊ะสนทนาอย่างสมบูรณ์
โฟกัสของตลาดจึงหันไปที่ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งถูกมองว่าเป็น ‘จุดตัดสิน’ ทิศทางนโยบายครั้งใหม่ หากตัวเลขเงินเฟ้อไม่สามารถส่งสัญญาณ ‘ดีสอินฟเลชันอย่างชัดเจน’ ตามที่เฟดต้องการได้ ทางเลือก ‘การขยับดอกเบี้ยขึ้นอีกครั้ง’ ที่ระบุไว้ในรายงานก็อาจเริ่มถูกตลาดมองว่าเป็นทางเลือกที่เป็นจริงได้ ในทางกลับกัน หาก CPI ออกมาต่ำกว่าคาด และชะลอตัวเร็วกว่าที่ตลาดประเมิน สัญญาณสายเหยี่ยวในครั้งนี้อาจเป็นเพียง ‘คำเตือนชั่วคราว’ ที่เฟดใช้เพื่อกันไม่ให้ตลาดผ่อนคลายมากเกินไปเท่านั้น
สำหรับตลาดบิตคอยน์(BTC) และคริปโตเคอร์เรนซี ภาพที่เห็นตอนนี้คือ ต้องแบกรับแรงเสียดทานจากเฟด ‘สองชั้น’ ไปพร้อมกัน หนึ่ง คือ ความเสี่ยงที่การลดดอกเบี้ยจะเลื่อนออกไป และสอง คือ ความเป็นไปได้ (แม้ไม่ใช่กรณีฐาน) ที่เฟดอาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในกรณีแย่ที่สุด ซึ่งทั้งสองปัจจัยล้วนเป็นลบต่อสินทรัพย์ที่พึ่งพาสภาพคล่องอย่างสูงอย่างตลาดคริปโต
อย่างไรก็ตาม บิตคอยน์(BTC) ก็ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยมาโครเพียงด้านเดียว ยังมี ‘ปัจจัยเชิงโครงสร้าง’ ที่ทำหน้าที่เป็นแรงหนุนระยะกลาง–ยาวอยู่ เช่น กระแสเงินทุนจากสถาบันผ่านบิตคอยน์สปอต ETF ประเด็น ‘การลดลงครึ่งหนึ่งของรางวัลขุด (Halving)’ ที่กำลังจะมาถึง รวมถึงข้อมูลออนเชนที่ชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนผู้ถือครองระยะยาวยังคงขยายตัว ซึ่งมักถูกตีความว่าเป็นฐานรองรับราคาในระยะยาว ‘ความคิดเห็น’ แต่องค์ประกอบเชิงบวกเหล่านี้ก็อาจไม่เพียงพอที่จะหักล้างความผันผวนจากความกลัวเรื่องนโยบายการเงินตึงตัวในระยะสั้นได้ทั้งหมด
ในช่วงถัดจากนี้ ตลาดบิตคอยน์(BTC) และคริปโตโดยรวมจึงมีแนวโน้มจะยังคงอยู่ในภาวะที่ ‘ไวต่อทุกคำพูดของเฟด’ และ ‘สวิงตามทุกตัวเลขเงินเฟ้อสำคัญ’ นักลงทุนต้องจับตาทิศทางเงินเฟ้อและท่าทีของเฟดอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสองปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดเส้นทางราคาบิตคอยน์ในระยะสั้นถึงกลางอย่างมีนัยสำคัญ คำถามสำคัญคือ สัญญาณสายเหยี่ยวที่รายงานการประชุมรอบนี้ส่งออกมา จะจบลงแค่เป็น ‘ภาวะตกใจชั่วคราว’ หรือจะกลายเป็น ‘ฉากทัศน์ใหม่ของยุคดอกเบี้ยสูงยาวนาน’ ซึ่งหากเป็นอย่างหลังจริง ก็อาจกลายเป็นกรอบความคิดหลักใหม่ของตลาดบิตคอยน์และตลาดคริปโตในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0