ซีอีโอ ‘ริปเปิล(XRP)’ มั่นใจ ‘CLARITY’ ผ่านสภาสหรัฐภายใน 2026 โอกาสสูงถึง 90% หลังบรรยากาศในวอชิงตันเริ่มขยับจากการโต้เถียงเชิงการเมือง มาสู่การต่อรองเชิงเทคนิคและรายละเอียดเชิงนโยบายมากขึ้น ทั้งจาก ‘ทำเนียบขาว’, ฝ่ายนิติบัญญัติ, บริษัทคริปโต และสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมที่เริ่มเข้าร่วมโต๊ะเจรจาบ่อยขึ้น
เมื่อวันที่ 19 (เวลาท้องถิ่น) แบร드 การลิงเฮาส์(Bra d Garlinghouse) ซีอีโอของริปเปิล ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์บิสซิเนส(Fox Business) ระบุว่า การออกกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐ “กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เป็นรูปธรรมกว่าที่เคย” และตัวเขาได้ ‘ปรับเพิ่ม’ ความน่าจะเป็นที่ ‘ร่างกฎหมาย CLARITY’ จะผ่านและมีผลบังคับใช้ภายในเดือนเมษายน 2026 ขึ้นมาอยู่ที่ราว ‘90%’ เขามองว่า ความขัดแย้งในเชิง “ทิศทางใหญ่” ได้ถูกคลี่คลายไปมาก และตอนนี้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังถกเถียงกันในระดับ “วิธีออกแบบรายละเอียดให้ใช้งานได้จริง”
ตามคำอธิบายของการลิงเฮาส์ ช่วงหลังนี้มีการประชุมร่วมที่มีทั้งสมาชิกรัฐสภา เจ้าหน้าที่จากทำเนียบขาว ผู้บริหารบริษัทคริปโต ตัวแทนธนาคาร และสถาบันการเงินดั้งเดิมเข้าร่วมมากขึ้น เขามองว่าแม้โดยทั่วไป “ผู้เล่นเยอะ การเจรจาก็มักช้าลง” แต่ในรอบนี้บรรยากาศกลับคล้ายกับว่าแต่ละฝ่ายกำลังคำนวณอยู่ว่า “จะยอมถอยให้กันได้แค่ไหน” มากกว่าจะดึงเกมให้ยืดเยื้อ
‘CLARITY’ ผ่านสภาผู้แทนฯ แล้ว เหลือแค่การเร่งเครื่องในวุฒิสภา
ร่าง ‘CLARITY’ หรือชื่อเต็ม ‘Digital Asset Market Clarity Act’ ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐไปแล้วตั้งแต่ปี 2025 โดยได้รับเสียงสนับสนุนจากทั้งฝั่งรีพับลิกันและเดโมแครต แต่การพิจารณาในวุฒิสภากลับล่าช้า จนทำให้ตลาดมองว่ากำลังเข้าสู่ “สงครามประสาทด้านเวลา”
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญที่เกาะติดสถานการณ์ในวอชิงตันระบุว่า การประชุมลับระหว่างฝ่ายบริหาร (ทำเนียบขาว), สภาคองเกรส และภาคเอกชนกลับถี่ขึ้น และระดับความขัดแย้งถูกลดทอนจาก “ปมการเมือง” ลงมาเหลือ “ปัญหาเทคนิค” เป็นส่วนใหญ่ การลิงเฮาส์เองก็ย้ำว่าประเด็นตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่การเอา ‘คริปโต’ ไปใช้โจมตีทางการเมือง แต่เป็นเรื่อง “จะออกแบบกรอบกติกาแบบไหนให้ใช้งานจริงได้ในภาคปฏิบัติ”
รายงานวงในชี้ว่า ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการเจรจาตั้ง ‘เดดไลน์ภายใน’ ไว้ที่วันที่ 1 มีนาคม 2026 เพื่อปิดจุดขัดแย้งเชิงนโยบายส่วนใหญ่ให้ได้ ก่อนเข้าสู่ช่วงที่ตารางงานของสภาคองเกรสจะถูกเบียดด้วยวาระการเมืองในฤดูกาลเลือกตั้งกลางเทอม นักวิเคราะห์หลายรายจึงมองช่วงก่อนเส้นตายนี้ว่าเป็น ‘โกลเดนไทม์ของการออกกฎหมายคริปโต’ หากไม่มีความคืบหน้าชัดเจนภายในกรอบเวลาดังกล่าว ก็มีโอกาสสูงที่การพิจารณาจะถูกเลื่อนไปหลังการเลือกตั้ง
‘CLARITY’ วางกรอบใหญ่ แยกสินทรัพย์ดิจิทัล ‘ฝั่งหลักทรัพย์’ กับ ‘ฝั่งสินค้าโภคภัณฑ์’
หัวใจของร่าง ‘CLARITY’ คือการสร้างกรอบกฎหมายระดับรัฐบาลกลางเพื่อ ‘จัดหมวด’ สินทรัพย์ดิจิทัลออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่
- สินทรัพย์ที่มีลักษณะใกล้เคียง ‘สัญญาการลงทุน’ หรือหลักทรัพย์ – อยู่ภายใต้การกำกับแบบเดียวกับตลาดทุน
- สินทรัพย์ที่มีลักษณะใกล้เคียง ‘สินค้าโภคภัณฑ์’ หรือ ‘สกุลเงิน’ – อยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC)
เป้าหมายคือการลดความคลุมเครือของคำถามที่ยืดเยื้อมานานอย่าง ‘อะไรคือหลักทรัพย์ภายใต้กฎหมายสหรัฐ’ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้โครงการใหญ่ๆ อย่างริปเปิลต้องเผชิญความเสี่ยงด้านคดีและการบังคับใช้กฎหมายจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ฝ่ายสนับสนุนมองว่า หาก ‘CLARITY’ มีผลบังคับใช้ บริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐจะประเมิน ‘ความเสี่ยงเชิงกฎระเบียบ’ ได้ง่ายขึ้น สถาบันการเงินและนักลงทุนสถาบันก็จะกล้าเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะรู้ว่าต้องปฏิบัติตามกติกาใด โดยเฉพาะโครงการที่เคยย้ายฐานการพัฒนาและการจดทะเบียนโทเคนไปยังต่างประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงด้านกฎหมายของสหรัฐ ก็อาจเริ่มย้อนกลับมาประเมินตลาดอเมริกาใหม่ หากกรอบกฎหมายมีความชัดเจนเพียงพอ
‘สเตเบิลคอยน์’ จุดขัดแย้งหลัก จะให้ “จ่ายดอก-ปันผล” ได้แค่ไหน
แม้โครงสร้างใหญ่ของ ‘CLARITY’ จะเริ่มมีฉันทมติ แต่หนึ่งในหัวข้อร้อนที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้คือ ‘สเตเบิลคอยน์’ โดยเฉพาะสเตเบิลคอยน์ที่อ้างอิงดอลลาร์สหรัฐและมีเงินฝากเป็นทุนสำรอง (reserve-backed stablecoin)
ข้อถกเถียงสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้ออกสเตเบิลคอยน์จะสามารถนำดอกเบี้ยจากการนำเงินสำรองไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล แล้วนำผลตอบแทนส่วนหนึ่งมาใช้ทำ ‘ผลิตภัณฑ์ให้ผลตอบแทน’ ให้กับผู้ถือโทเคนได้หรือไม่
ฝั่งธนาคารเตือนว่า หากเปิดทางให้สเตเบิลคอยน์เสนอ ‘ผลตอบแทนคล้ายดอกเบี้ยเงินฝาก’ ได้อย่างกว้างขวาง เงินฝากจำนวนมากอาจไหลออกจากระบบธนาคารดั้งเดิมไปสู่สเตเบิลคอยน์ ทำให้ฐานเงินฝากที่เคยเป็นเสาหลักของระบบการเงินแบบเก่าถูกสั่นคลอน ขณะที่ฝั่งบริษัทคริปโตตอบโต้ว่า หากจำกัดคุณสมบัติด้านผลตอบแทนมากเกินไป สเตเบิลคอยน์สัญชาติสหรัฐจะเสียเปรียบคู่แข่งจากเขตอำนาจศาลอื่น และทั้งผู้ออกเหรียญและผู้ใช้อาจย้ายไปใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศที่กติกา “ยืดหยุ่นกว่าหรือหละหลวมกว่า”
ในเอกสารร่างพิจารณาบางส่วนจึงเริ่มมี ‘ทางสายกลาง’ ถูกหยิบมาหารือ เช่น
- กำหนดให้เงินสำรองของสเตเบิลคอยน์ต้องถูกฝากหรือถือไว้ใน ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ทั้งจำนวน
- แยกโครงสร้างการจ่ายผลตอบแทนออกจากผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายเป็น ‘หลักทรัพย์’ อย่างชัดเจน
แต่คำถามที่ยังถกกันหนักคือ เส้นแบ่งระหว่าง ‘การให้ผลตอบแทนตามกลไกตลาด’ กับ ‘การออกผลิตภัณฑ์เพื่อจูงใจการลงทุนแบบหลักทรัพย์’ ควรอยู่ตรงไหน และหน่วยงานใดควรเป็นผู้กำกับดูแลฟังก์ชันเหล่านี้โดยตรง
การลิงเฮาส์ชี้ประสบการณ์คดีริปเปิล “คำตัดสินรายคดี แก้ความไม่ชัดเจนทั้งอุตสาหกรรมไม่ได้”
การลิงเฮาส์หยิบยกคดีระหว่างริปเปิลกับ ก.ล.ต.สหรัฐ มาเป็นตัวอย่างเพื่อชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการปล่อยให้ ‘ศาลเป็นคนตีกรอบตลาด’ แบบค่อยเป็นค่อยไป เขายอมรับว่า “คดีริปเปิลมีความคืบหน้าที่สำคัญในบางประเด็น” แต่ย้ำว่าการแก้กฎด้วยคำพิพากษาทีละคดี “ไม่สามารถสร้างกติกาที่ชัดเจนให้กับทั้งตลาดได้”
เขาระบุเพิ่มเติมว่า โครงสร้างปัจจุบันที่แต่ละโปรเจกต์ต้อง “ใช้เวลาหลายปีในศาล เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองอยู่ในขอบเขตกฎหมายไหน” กำลังเป็นตัวฉุดรั้งนวัตกรรม และทำให้ทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องอยู่กับความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง *ความคิดเห็น* โครงสร้างแบบนี้ยังทำให้ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย (compliance cost) สูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดก็มักถูกผลักไปสู่ผู้ใช้งานปลายทาง
หาก ‘CLARITY’ ผ่านสภาและมีผลบังคับใช้ การลิงเฮาส์เชื่อว่าสถานะทางกฎหมายของโทเคนจำนวนมาก รวมถึง XRP จะถูกกำหนดให้ “ชัดและคาดเดาได้มากกว่าเดิม” ตลาดจึงเริ่มมองว่ากระบวนการสร้าง ‘ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ’ ครั้งนี้ อาจกลายเป็นปัจจัยบวกทางอ้อมต่อริปเปิลและ XRP ในระยะยาว
ก่อนหน้านี้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเกรย์สเกล (Grayscale) เคยจัดอันดับให้ ‘XRP’ เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับสองรองจากบิตคอยน์(BTC) และมีรายงานหลายฉบับที่เริ่มสำรวจทิศทางอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์อย่างกองทุน ETF ที่อ้างอิง XRP อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยยังเตือนว่า ตราบใดที่ ‘โครงกฎหมาย’ ยังไม่ถูกตอกเสาเข็มอย่างเป็นทางการ การผูกโยงประเด็นกฎหมายเข้ากับการคาดการณ์ราคาหรือการอนุมัติผลิตภัณฑ์รายตัวก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง
ตลาดพยากรณ์การเมืองปรับมุมมอง “โอกาสผ่านเพิ่มขึ้น” แต่เวลาเป็นตัวแปรหลัก
บนแพลตฟอร์มทำนายเหตุการณ์ทางการเมืองอย่างโพลิมาร์เก็ต(Polymarket) สัดส่วนการเดิมพันที่มองว่า ‘ร่าง CLARITY’ จะผ่านภายในกรอบเวลาที่เสนอไว้เริ่มเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนว่าผู้เล่นในตลาดรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศด้านกฎหมายในวอชิงตัน ไม่ได้อิงเพียงคำให้สัมภาษณ์ของการลิงเฮาส์เท่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญหลายรายมองว่า ‘ไม่กี่เดือนข้างหน้า’ จะเป็นจุดเปลี่ยนของการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐ เพราะ ณ ตอนนี้ ทั้งทำเนียบขาว, สภาคองเกรส และผู้นำทั้งสองพรรคใหญ่ต่างก็เห็นตรงกันในระดับหนึ่งว่า “สหรัฐจำเป็นต้องมีกรอบใหญ่ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในบางรูปแบบ” แต่เมื่อการเลือกตั้งเริ่มร้อนแรง วาระเชิงเทคนิคอย่างกฎหมายคริปโตอาจถูกดันลงลำดับความสำคัญได้ง่าย
ท้ายที่สุด ชะตากรรมของ ‘CLARITY’ จะขึ้นอยู่กับว่า ผู้ร่างกฎหมายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะสามารถปิดประเด็นค้างคาให้ทัน ‘หน้าต่างเวลา’ ก่อนศึกเลือกตั้งหรือไม่ ตัวเลข ‘โอกาสผ่าน 90%’ ที่การลิงเฮาส์หยิบมาใช้ จึงถูกตีความได้สองทาง ทั้งในฐานะ ‘สัญญาณว่าเสียงสนับสนุนในวอชิงตันแข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ’ และในฐานะ ‘คำเตือน’ ว่าหากพลาดจังหวะรอบนี้ อุตสาหกรรมอาจต้องเผชิญความไม่แน่นอนต่อไปอีกยาวนานภายใต้กฎเกณฑ์ที่ยังไม่ชัดเจนสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด รวมถึง XRP และตลาดคริปโตโดยรวมด้วย
ความคิดเห็น 0