เบส(Base) เลเยอร์2 ของอีเธอเรียม(Ethereum) กำลังเดินหน้าออกจาก ‘OP Stack’ ของระบบนิเวศ *ออปติมิซึม(OP)* อย่างเป็นรูปธรรม นักวิเคราะห์มองว่านี่คือสัญญาณสำคัญว่าโครงสร้างเลเยอร์2 กำลังขยับจากโมเดล ‘สแต็กกลางร่วมกัน’ ไปสู่การแข่งขันในเส้นทาง ‘เชนอิสระ’ และ ‘การเชื่อมต่อระหว่างเชน (인터체인)’ อย่างเต็มตัว ‘เลเยอร์제로 랩스(LayerZero Labs)’ ของ ‘บร라이언 เปลเลกริโน(Bryan Pellegrino)’ ซีอีโอ ย้ำว่า “อนาคตไม่ใช่การรวมศูนย์ แต่คือการกระจายตัว และสิ่งที่สถาบันการเงินต้องการจริงๆ ไม่ใช่การผูกตัวตนกับเชนใดเชนหนึ่ง แต่คือ ‘인터체리빌리티(การเชื่อมต่อข้ามเชน)’”
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) จากบทสัมภาษณ์และการวิเคราะห์ของเปลเลกริโน เขาชี้ว่า การที่เบสประกาศเดินห่างจาก OP Stack แม้จะยังพูดว่า “จะคงความเข้ากันได้” แท้จริงแล้วเป็น ‘สัญญาณ’ ว่าเบสมองไปไกลกว่านั้น คือการรักษา ‘ความเข้ากันได้ย้อนหลัง’ ไว้ช่วงหนึ่ง ก่อนจะแยกทางเดินในระยะยาว เขาอธิบายว่า เมื่อเบสถูกปฏิบัติในฐานะ ‘พลเมืองชั้นสอง’ บนโรดแมปสเกลลิงของออปติมิซึม ก็ย่อมเกิดคำถามภายในว่า “จะอยู่บนสแต็กของคนอื่นต่อไปทำไม” การเลือกออกมาจึงสะท้อนทั้ง ‘การเมือง’ และ ‘ลำดับชั้น’ ในโลกเลเยอร์2 ของอีเธอเรียม
เบสถือครองโทเคน *ออปติมิซึม(OP)* อยู่ราว 120 ล้านโทเคน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 579.6 พันล้านวอน) แต่ยังเลือกเส้นทางอิสระ เปลเลกริโนมองว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องผลประโยชน์ทางการเงิน แต่สะท้อนถึงความไม่พอใจด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างกำกับดูแล รวมถึงความตั้งใจจะวางกลยุทธ์ใหม่ในระยะยาว
เขายังจี้ไปที่ ‘ตัวตนที่แท้จริงของเลเยอร์2’ ว่า “ถ้าเลเยอร์2 ไม่สามารถ ‘สืบทอดความปลอดภัย’ จากเลเยอร์1 ได้จริงๆ สุดท้ายมันก็แค่ ‘อัลท์เลเยอร์1’ ที่จ่าย ‘ค่าเช่า’ ให้อีเธอเรียมเท่านั้น” กล่าวคือ แม้จะเรียกตัวเองว่าเลเยอร์2 แต่เชนเหล่านี้มักกลายเป็นบล็อกเชนอิสระที่มีโครงสร้างฉันทามติและความเสี่ยงของตัวเอง ซึ่งต่างจากอุดมคติของโรลอัปที่ผูกความปลอดภัยติดกับเลเยอร์1 อย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ เปลเลกริโนจึงเห็นแนวโน้มว่า ทีมพัฒนาจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มสรุปว่า “ไม่อยากผูกอนาคตกับโรดแมปของคนอื่น” เขาบอกว่า ไม่มีทีมไหนอยากวาง ‘สภาพแวดล้อมการรันเชน’ ของตัวเองไว้บนแผนการของโปรเจกต์อื่น สิ่งที่ทุกคนต้องการจริงๆ คือ ‘บริดจ์ที่ดี’ และโครงสร้างที่ให้ ‘เจ้าของเชนดูแลบ้านของตัวเองได้เต็มที่’
ในด้านความปลอดภัยและการดูแลสินทรัพย์ เขาย้ำว่า โมเดลที่ต้องพึ่ง ‘คัสโทดี (custody)’ แบบตัวกลางกำกับ กำลังเสียพื้นที่ให้กับโครงสร้าง *ออนเชน(on-chain)* และ ‘ไร้การดูแล (non-custodial)’ ที่เน้นให้ผู้ใช้ถือครองและจัดการความเสี่ยงเองมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา ‘การกระจายศูนย์’ และ ‘ความรับผิดชอบต่อตนเอง’ ของโลกคริปโต
เปลเลกริโนยังมองว่าอนาคตของอีเธอเรียมและเลเยอร์2 จะเดินไปสู่ *‘การกระจายตัว (fragmentation)’* มากกว่าการรวมศูนย์ เขาอธิบายว่า สถาบันการเงินต้องการ “ถือครองสแต็กของตัวเอง” ทำให้โครงสร้างโดยธรรมชาติผลักไปสู่การแตกตัวเป็นเชนย่อยๆ มากขึ้น แทนที่จะรวมอยู่ในสแต็กร่วมเดียว เขาชี้ด้วยว่า ‘การจัดแนวกับอีเธอเรียม (ETH alignment)’ ที่เคยเป็น ‘พรีเมียมด้านแบรนด์และความน่าเชื่อถือ’ กำลังลดน้ำหนักลง โฟกัสการแข่งขันจะเลื่อนไปอยู่ที่ “ใครให้ประสบการณ์รันเชน เครื่องมือ และ ‘การเชื่อมต่อข้ามเชน’ ที่ดีกว่า” มากกว่าจะเป็น “ใครแนบชิดกับอีเธอเรียมมากกว่า”
อีกปัจจัยที่ผลักให้ระบบนิเวศ ‘แยกย่อย’ คือ ‘ต้นทุนการประสานงาน (coordination cost)’ ในสแต็กร่วมและพันธมิตรขนาดใหญ่ เมื่อทีมจำนวนมากต้องคุย ตกลง และอัปเดตร่วมกัน ความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีย่อมช้าลง เปลเลกริโนมองว่า ในโลกเทคโนโลยีจริง ทีมที่แยกตัวไปวิ่งเองมักจะสร้างนวัตกรรมได้เร็วกว่า ณ จุดๆ หนึ่ง
เมื่อพูดถึง *สถาบันการเงิน* เขาเล่าว่าจากบทสนทนาที่ผ่านมา “พวกเขาให้ความสำคัญกับ ‘인터체리빌리티 (การเชื่อมต่อข้ามเชน)’ มากกว่าที่คิด” สถาบันไม่ได้อยากผูกตัวกับเชนเดียวหรือแบรนด์เดียว แต่ให้มูลค่ากับ *โครงสร้างพื้นฐาน* ที่ช่วยกระจายสินทรัพย์และสภาพคล่องข้ามหลายเชนได้อย่างลื่นไหล เขายอมรับว่าแม้ตัวเขาเองยังแปลกใจในตอนแรกว่าทำไมพวกสถาบันจึง ‘ไวต่ออินเตอร์เชน’ ขนาดนั้น แต่คำตอบคือ ภารกิจหลักของพวกเขาคือ “จะกระจายสินทรัพย์ให้ลูกค้าอย่างไร และจะออกผลิตภัณฑ์อะไรบนนิยามของแต่ละเชน” จึงไม่แปลกที่ *‘จุดที่มูลค่าถูกกองทับจริงๆ’* จะไปอยู่ที่ *เลเยอร์ของการเชื่อมต่อข้ามเชน*
เขามองว่านี่เป็นสัญญาณ ‘ขาขึ้น’ ต่อสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะแม้ตลาดสปอตโทเคนทุกวันนี้จะถูกบิดเบือนโดยตลาดฟิวเจอร์ส เพอร์เพทชวล(perps) และมีมคอยน์ แต่สถาบันก็เริ่มนำเงินทุนขนาดใหญ่ไหลเข้าสู่โครงสร้างออนเชนและดีไฟ(DeFi) มากขึ้น โครงสร้างนี้ทำให้ ‘การรองรับการเชื่อมข้ามเชน’ และ ‘ความสามารถในการจัดการความเสี่ยง’ กลายเป็นปัจจัยหลัก
เปลเลกริโนยังชี้ว่าปัญหาด้าน *คอมมูนิตี้และแบรนด์คริปโต* เป็นตัวถ่วงสำคัญของการเติบโต เขาตั้งคำถามว่า “ถ้าคุณต้องใช้เวลาเจอกับคนในวงการนี้ทุกวัน โดยไม่ได้ผลประโยชน์ทางการเงินเลย คุณยังอยากอยู่ต่อไหม” เพื่อสะท้อนว่าพฤติกรรมในวงการอาจผลักคนเก่งๆ และคนจากโลกดั้งเดิมออกไป เขายังยกเรื่องโฆษณา ‘คอยน์’ ในรายการใหญ่อย่างซูเปอร์โบลที่กลายเป็นภาพจำของอุตสาหกรรม ว่าเป็นตัวอย่างการสร้าง ‘ภาพลักษณ์แบบผิดทิศ’ ให้กับสายตาคนทั่วไป
เขายังเตือนถึง ‘กองทัพบอต (bot army)’ รอบโปรเจกต์และอินฟลูเอนเซอร์ ที่สร้างกระแสเทียมและทำลายการถกเถียงอย่างมีเหตุผล พร้อมสร้าง ‘ความล้า’ ให้ผู้เล่นหน้าใหม่ เขาจึงมองว่าหากวงการไม่จัดการปัญหาคอมมูนิตี้และแบรนดิ้งให้ดี ต่อให้เทคโนโลยีและเงินทุนไหลเข้ามามากแค่ไหน การดึงดูดผู้ใช้และบุคลากรในระยะยาวก็ยังจะติดเพดานอยู่ดี
ในมุมของ *การปะทะกันระหว่างการเงินดั้งเดิมและคริปโต* เปลเลกริโนยอมรับว่าเป็นกระแสที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาเตือนว่า “ถ้าเราเอาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีไปวางบนโต๊ะไม่ได้ ตลาดนี้ก็จะถูกสถาบันการเงินดั้งเดิม ‘ดูดกลืน’ อยู่ดี เพราะเขาตัวใหญ่กว่าเราเยอะ” เขาเปรียบเทียบว่า บล็อกเชนสร้าง ‘ระบบไร้ความเชื่อใจ (trustless system)’ ขณะที่การเงินดั้งเดิมยังอาศัยความหวังว่า ‘คู่สัญญาจะทำตัวดี’ ระบบฐานข้อมูลแบบดั้งเดิมจึงมีความเสี่ยงด้านความไว้วางใจติดอยู่ตลอด
สถาบันการเงินจึงกำลังแกว่งตัวระหว่าง ‘ความกลัว’ ว่าธุรกิจเดิมจะถูกทำลาย (disruption) กับ ‘ความโลภ’ ต่อโอกาสทำผลตอบแทนส่วนเกินจากคริปโต เปลเลกริโนกลับมองว่า การที่ทุนสถาบันเริ่มเข้ามามีบทบาทลึกในอัลต์คอยน์และโปรโตคอลออนเชนเป็น ‘สัญญาณด้านบวกในระยะยาว’ ตราบใดที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เงินทุนขนาดมหึมาจากโลกดั้งเดิมก็มีโอกาสทะลักเข้าสู่เลเยอร์ออนเชนมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้าน *ความปลอดภัย* เขาเตือนถึง *ความเสี่ยงใหม่จาก AI* โดยชี้ว่า การที่จู่ๆ มีการค้นพบบั๊กในสมาร์ตคอนแทร็กต์เก่าๆ จำนวนมาก “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” แต่มีโอกาสสูงว่ามาจากเครื่องมือวิเคราะห์ที่ใช้ AI ไล่เจาะ ‘เคสขอบ (edge cases)’ ในโค้ดรุ่นเก่าเป้นจำนวนมาก เขายอมรับว่าระบบโมเดลปัจจุบัน “มีประโยชน์กับฝั่งโจมตีมากกว่าฝั่งป้องกัน” เพราะความสามารถในการค้นหารูปแบบ ‘ช่องโหว่ (exploit)’ กำลังวิ่งไปไวกว่าเทคโนโลยี ‘แพตช์ (patching)’ และป้องกัน
เครื่องมืออย่างระบบวิเคราะห์โค้ดอัตโนมัติ *Codex 5.3* หรือโปรเจกต์ผสานข้อมูลออนเชนกับ AI เพื่อยกระดับความปลอดภัยของสมาร์ตคอนแทร็กต์ที่ลงทุนโดย ‘พาราไดม์(Paradigm)’ จึงถูกจับตามอง เปลเลกริโนมองว่าการใช้เครื่องมืออัตโนมัติที่ออกแบบดี สามารถตรวจโค้ดได้กว้างและเร็วเกินกว่าทีมออดิทมนุษย์จะทำได้ แต่ก็ชี้ว่า AI ในวันนี้ถูก *จูน* เพื่อเพิ่มคุณภาพเอาต์พุตเชิงทั่วไป มากกว่าถูกปรับแต่งเพื่อใช้ในโดเมนการรักษาความปลอดภัยแบบเฉพาะทาง
ตรงกันข้าม เขากลับมอง ‘โอเพนซอร์ส’ อย่างค่อนข้าง ‘บูลลิช’ เขาเชื่อว่าต้นทุนการดูแลโอเพนซอร์สกำลังลดลงจน “เข้าใกล้ศูนย์” อุปสรรคสำคัญในการรักษาดูแลโค้ดเปิดจึงแทบหายไป ทำให้ในระยะยาว ‘โอเพนซอร์สชนะ’ แทบจะเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในมุมความปลอดภัย เขาย้ำว่าความเชื่อว่า “โค้ดปิด (closed source) ปลอดภัยกว่า” เป็นความเข้าใจผิด เพราะ ‘ผู้โจมตี’ มีแรงจูงใจจะหา *ช่องโหว่* อยู่แล้ว ไม่ว่าโค้ดจะเปิดหรือปิด ในขณะที่ฝั่งป้องกันจะขยายฐานกำลังคนและความหลากหลายของผู้ตรวจสอบได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อโค้ดถูกเปิด
เขายังคาดการณ์ว่าในอนาคต เราจะเริ่มเห็น *‘เอเจนต์อัตโนมัติ (autonomous agent)’* มาดูแลสิทธิ์การคอนทริบิวต์และการ merge บนรีโพโอเพนซอร์ส แทนมนุษย์คอมมิตเตอร์บางส่วน โค้ดจากผู้มีส่วนร่วมจะถูกประเมินและทดสอบอัตโนมัติ ก่อนถูกรวมเข้ากับเมนบรานช์ตามกติกาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ช่วยลดภาระมนุษย์และปรับโครงสร้างแรงจูงใจให้โปร่งใสมากขึ้น
เปลเลกริโนจินตนาการถึงอนาคตที่ *เอเจนต์จำนวนมาก* โต้ตอบกับสมาร์ตคอนแทร็กต์ สร้าง *โมเดลใหม่ๆ ของการกำกับดูแล (governance) และความปลอดภัย* เขาเชื่อว่าในไม่ช้า เราจะเห็นการทดลองใช้ระบบที่เอเจนต์ดูแลรีโพโอเพนซอร์ส ขณะที่โครงสร้าง *การกำกับดูแลบนเชน (on-chain governance)* เป็นตัวกำหนด “ใครมีสิทธิ์ merge อะไร”
ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือ การออกแบบโครงสร้าง ‘อัตโนมัติและกระจายศูนย์’ เพื่อป้องกันไม่ให้เอเจนต์ที่ค้นพบช่องโหว่ ‘กลายร่างเป็นฝ่ายโจมตีทันที’ ตัวอย่างหนึ่งคือการสร้าง *‘Safe Harbor’ บนเชน* ที่ให้รางวัลแบบแน่นอนแก่ผู้ที่รายงานช่องโหว่ผ่านกลไกที่กำหนด แทนที่จะเลือกกดปุ่มโจมตีโดยตรง เมื่อตัวช่วยและโครงสร้างเช่นนี้ถูกนำมาใช้จริง เขาเชื่อว่า “ระดับความปลอดภัยของทั้งอุตสาหกรรมจะขยับไปสู่สมดุลใหม่อย่างรวดเร็ว”
ท้ายที่สุด เขาประเมินว่า ตลาดจะเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า ‘ควรเอาตัวเองไปสัมผัสคริปโตผ่านทางไหนดีที่สุด’ และในกระบวนการคัดกรองนั้น *อินฟราที่ตอบโจทย์ทั้ง ‘ความปลอดภัย’ ‘การเชื่อมต่อข้ามเชน’ และ ‘การกำกับดูแล’* พร้อมกันจะกลายเป็นจุดที่มูลค่าทางเศรษฐกิจไหลเข้ามากที่สุด
‘การแยกตัวของเบสจาก OP Stack’ จึงไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินใจของโปรเจกต์เดียว แต่เป็นภาพแทนของการที่โครงสร้างเลเยอร์2 บนอีเธอเรียมกำลังเข้าสู่ยุค *‘เชนอิสระ แต่เชื่อมต่อถึงกัน’* อย่างเต็มรูปแบบ และเมื่อ AI, โอเพนซอร์ส และเอเจนต์อัตโนมัติเข้ามาผสานกับสถาปัตยกรรมออนเชนเต็มกำลัง บล็อกเชนก็มีโอกาสจะเลื่อนสถานะจาก ‘เครือข่ายชำระเงิน’ ไปเป็น *‘เลเยอร์ระบบเปิดระดับโลก’* ที่รองรับทั้งเงินทุน สัญญา และกติกาของโลกดิจิทัลยุคใหม่อย่างแท้จริง.
ความคิดเห็น 0