ไบแนนซ์.สหรัฐฯ(Binance.US) เดินหน้ามองหาโอกาส ‘กลับมาขยายตลาด’ ในสหรัฐ หลังคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) ถอนฟ้องคดีสำคัญไปแล้ว ‘ชางเผิง เจา(CZ)’ ผู้ร่วมก่อตั้งไบแนนซ์ มองว่า หาก *สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ* ผ่อนคลายลง ‘การจับมือกับธนาคาร’ และการขอ ‘ใบอนุญาตทางการเงิน (Charter)’ ในสหรัฐ อาจกลับมาเป็นทางเลือกบนโต๊ะอีกครั้ง
ตามรายงานของ *บลูมเบิร์ก* CZ เปิดเผยในบทสัมภาษณ์ล่าสุดว่า ตอนนี้ตัวเขาไม่ได้ยุ่งกับการบริหารงานประจำวันของไบแนนซ์แล้ว แต่ยังคงสถานะ ‘ผู้ถือหุ้นใหญ่’ ของไบแนนซ์.สหรัฐฯ เอาไว้ พร้อมย้ำว่าความเห็นของเขาในครั้งนี้ ‘จำกัดเฉพาะบริษัทในสหรัฐ’ ไม่ได้พูดถึงไบแนนซ์ โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นกระดานเทรดระดับโลก โดยการจะเดินหน้าแผนขยายธุรกิจจริงหรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับ ‘ข้อสรุปทางกฎหมาย’ และ ‘การตัดสินใจของผู้บริหาร’ เป็นหลัก
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2023 SEC ยื่นฟ้องไบแนนซ์ในหลายข้อหา ตั้งแต่การดำเนินงานเป็น ‘แพลตฟอร์มซื้อขายที่ไม่ได้จดทะเบียน’ ไปจนถึง ‘การขายหลักทรัพย์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน’ รวมทั้งสิ้น 13 กระทง แต่ในเดือนพฤษภาคมปีก่อน คดีดังกล่าวถูก ‘ยกฟ้องแบบ with prejudice’ จากทั้งการเปลี่ยนทิศทางนโยบายกำกับดูแลและการเจรจาระหว่างคู่กรณี ซึ่งหมายความว่า SEC จะนำคดีเดิมมา ‘ฟ้องซ้ำได้ยากมาก’
‘ความคิดเห็น’ การยกฟ้องครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น ‘จุดรีเซ็ต’ ที่สำคัญสำหรับไบแนนซ์.สหรัฐฯ เพราะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเชิงกฎหมายที่กดทับบริษัทมาตลอดช่วงตลาดหมีที่ผ่านมา
‘ทรัมป์ 2.0’ เปลี่ยนโทนกำกับดูแล จากลุยฟ้อง สู่ ‘ตั้งกติกาใหม่’
------------------------------------------------------
ฝั่งผู้กำกับดูแลในสหรัฐ กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลัง ‘รัฐบาลทรัมป์ สมัยที่สอง’ เริ่มออกสัญญาณเปลี่ยนโทนต่อคริปโตและดีไฟอย่างชัดเจน โดย SEC ภายใต้การนำของ ‘พอล แอตกินส์(Paul Atkins)’ และการตั้งหน่วยงาน ‘คริปโต แท스크ฟอร์ซ’ ถูกมองว่ากำลังขยับจากโมเดล ‘เอะอะก็ใช้การบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement)’ ไปสู่โมเดล ‘ออกกฎเกณฑ์เชิงโครงสร้าง’ ที่พยายามบาลานซ์ระหว่าง ‘การคุ้มครองนักลงทุน’ กับ ‘การส่งเสริมนวัตกรรม’
ท่าทีใหม่นี้ทำให้ตลาดเชื่อว่า *กฎเกณฑ์ที่ชัดขึ้น* จะช่วยเปิดทางให้กระดานเทรดคริปโตในสหรัฐเข้าถึง ‘ระบบธนาคาร’ และ ‘โครงสร้างตลาดทุนแบบดั้งเดิม’ ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดบัญชีฝาก-ถอนเงินดอลลาร์สหรัฐ และการเชื่อมต่อกับระบบชำระเงินของธนาคารพาณิชย์
อย่างไรก็ดี ระหว่างการต่อสู้คดีกับ SEC ไบแนนซ์.สหรัฐฯ ต้อง ‘หยุดให้บริการฝาก-ถอนเงินดอลลาร์’ ยาวนานเกือบ 18 เดือน ส่งผลให้ ‘ประตูดอลลาร์’ ถูกปิดลงแบบปฏิบัติจริง ปริมาณซื้อขายร่วงฮวบ และส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐสั่นคลอนอย่างหนัก การถอนฟ้องรอบนี้จึงถูกตีความว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการ ‘ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับธนาคาร’ และอาจนำไปสู่การขอ ‘ใบอนุญาตทางการเงินระดับรัฐหรือระดับประเทศ’ ที่ช่วยให้โมเดลธุรกิจของไบแนนซ์.สหรัฐฯ มีเสถียรภาพมากขึ้น
CZ หลังถูกอภัยโทษ: “ไม่มีแผนกลับไปเป็น CEO”
---------------------------------------------
ด้านคดีในฝั่งสหรัฐของ CZ เอง ไบแนนซ์ได้บรรลุข้อตกลงกับทางการในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎ ‘ป้องกันการฟอกเงิน (AML)’ ด้วยยอดปรับรวมราว 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นประมาณ 6.21 แสนล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ = 1,445.20 วอนตามที่ใช้ในการประเมินเดิม) CZ ยอมรับสารภาพในคดีที่เกี่ยวข้อง และถูกตัดสินให้จำคุก 4 เดือน ก่อนจะพ้นโทษออกมาในเดือนกันยายน 2024
ต่อมาในเดือนตุลาคม 2025 CZ ได้รับ ‘การอภัยโทษจากประธานาธิบดี’ ซึ่งกลายเป็นชนวนให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า ‘ทรัมป์’ และทีมงาน รวมถึงสมาชิกครอบครัวที่เริ่มขยับในวงการคริปโต อาจเข้ามามีบทบาททางธุรกิจกับไบแนนซ์มากขึ้นหรือไม่ จนถึงขั้นมีกระแสคาดเดาว่า CZ อาจกลับมานั่งเก้าอี้ CEO อีกครั้ง
CZ ออกมาย้ำหลายรอบว่า ‘ไม่คิดกลับไปเป็น CEO’ ไม่ว่าจะได้รับอภัยโทษแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะกระแสที่เชื่อมโยงโปรเจกต์ดีไฟ ‘เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล(World Liberty Financial)’ ซึ่งถูกมองว่ามีสายสัมพันธ์กับลูกชายสองคนของทรัมป์ CZ ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้มีแผนร่วมทุนหรือเข้าไปนั่งเบื้องหลังโปรเจกต์ และย้ำว่า “บทบาท CEO นั้นจบลงแล้วสำหรับผม”
‘ความคิดเห็น’ ท่าทีของ CZ ทำให้ตลาดมองว่า เขาต้องการรักษาระยะห่างจากการบริหารโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงแรงเสียดทานด้านการเมืองและกำกับดูแล ขณะเดียวกันก็ยังคงอิทธิพลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และบุคคลมีชื่อเสียงในวงการคริปโต
แนสแด็กเร่ง ‘โทเคไนซ์สินทรัพย์’ จ้างคนดูแลโปรเจกต์เต็มตัว
------------------------------------------------------
ขณะเดียวกัน ฝั่ง *การเงินดั้งเดิม (TradFi)* เองก็เร่งเดินเกม ‘โทเคไนซ์สินทรัพย์ (Tokenization)’ อย่างจริงจัง โดยตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก(Nasdaq) เผยผ่านประกาศรับสมัครงานบนลิงก์ดอินว่า กำลังมองหา ‘ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ (Product Manager)’ สำหรับธุรกิจ *โทเคไนซ์สินทรัพย์* โดยเฉพาะ
หน้าที่หลักของตำแหน่งนี้คือ ดูแล ‘วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์’ สำหรับการออกสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่ขั้นวางแผน ไปจนถึงการผลักดันให้องค์กรสถาบันยอมรับและใช้งานจริง พร้อมประสานงานกับ *โบรกเกอร์-ดีลเลอร์*, ผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custody) และผู้ให้บริการโครงสร้างตลาดอื่นๆ เพื่อออกแบบกระบวนการทำงานที่ ‘สอดรับกับกฎระเบียบและข้อกำกับ’ อย่างครบถ้วน
ภารกิจสำคัญรวมถึง การจัดการกระบวนการ ‘สร้างโทเคน’, การรองรับงานด้าน ‘Corporate Actions’ เช่น การจ่ายปันผลและการโหวตมติผู้ถือหุ้นผ่านบล็อกเชน รวมไปถึงการวางกรอบ ‘คอมพลายแอนซ์’ ตั้งแต่การยืนยันตัวตนลูกค้า(KYC) ไปจนถึงการตรวจสอบรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกแซงก์ชั่น
ก่อนหน้านี้ แนสแด็กได้ยื่นคำขออนุมัติต่อ SEC เพื่อรองรับการซื้อขาย ‘โทเคนเวอร์ชัน’ ของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ซึ่งถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้ ‘ตลาดหลักทรัพย์ระดับประเทศ’ สามารถทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับคริปโตบนแพลตฟอร์มที่กำกับดูแลเต็มรูปแบบ
ในงานประชุม ETHเดนเวอร์ เจ้าหน้าที่ SEC อย่างพอล แอตกินส์ และคณะกรรมการ ‘เฮสเตอร์ เพียร์ซ(Hester Peirce)’ ยังพูดถึงแนวคิด ‘Innovation Exemption’ สำหรับหลักทรัพย์ที่อยู่ในรูปโทเคน เป้าหมายคือเปิดพื้นที่ให้ทดลองทำธุรกรรมบนเชนในกรอบที่ ‘ควบคุมได้’ เช่น การใช้ระบบไวต์ลิสต์, การจำกัดปริมาณซื้อขายต่อวัน และการผ่อนปรนกฎบางข้อแบบชั่วคราว เพื่อดูผลลัพธ์ก่อนจะขยายขอบเขต
‘ความคิดเห็น’ การเคลื่อนไหวของแนสแด็กสะท้อนว่า วอลล์สตรีทไม่ได้มองโทเคไนเซชันเป็นแค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานรุ่นใหม่’ ที่จะรองรับสินทรัพย์แบบดั้งเดิมบนเชนในระยะยาว
MYX ดึงคอนเซนซิสหนุน เปิดศึก ‘โมดูลาร์ดีไฟอนุพันธ์บนอีเธอเรียม’
------------------------------------------------------------
ฝั่งดีไฟอนุพันธ์ โปรโตคอลอนุพันธ์ออนเชน ‘MYX’ ประกาศเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ (เวลาท้องถิ่น) ว่า ปิดรอบระดมทุนเชิงกลยุทธ์ที่นำโดย ‘คอนเซนซิส(ConsenSys)’ เป็นที่เรียบร้อย พร้อมเตรียมเปิดตัวเวอร์ชัน 2 (V2) อย่างเป็นทางการ รอบนี้ยังมีนักลงทุนอย่าง เมช(Mesh), ซิสเตมิก เวนเจอร์ส(Systemic Ventures) และอีธีเรียล เวนเจอร์ส(Ethereal Ventures) เข้าร่วม ส่งผลให้คอนเซนซิสกลายเป็น ‘ผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุด’ ของ MYX
เงินทุนที่ได้รับจะถูกนำไปใช้ในการปล่อย ‘โมดูลาร์ เดอริเวทีฟ เซตเทิลเมนต์ เอนจิน (Modular Derivative Settlement Engine)’ ที่มีเป้าหมายเป็น ‘เลเยอร์ชำระราคา’ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานอนุพันธ์แบบออมนิเชน จุดเปลี่ยนสำคัญของ V2 คือการ ‘เลิกยึดติดกับโมเดลกระดานเทรดเดี่ยว’ แล้วเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น ‘เลเยอร์ชำระราคาที่แพลตฟอร์มอื่นมาสร้างต่อยอดได้’ เพื่อลดปัญหาสภาพคล่องแตกเป็นเสี่ยงๆ ตามแต่ละเชน
ใน V2 ผู้ใช้งานจะได้ฟีเจอร์อย่าง ‘การเทรดแบบวันคลิกไม่ต้องเสียก๊าซ (Gasless One-Click Trading)’ และระบบมาร์จินแบบไดนามิกที่รองรับเลเวอเรจได้สูงสุดราว 50 เท่า ขณะเดียวกัน โปรโตคอลจะผนวกมาตรฐาน EIP-4337 และ EIP-7702 บน *อีเธอเรียม(ETH)* รวมถึงสแตกออราเคิลแบบไร้อนุญาตของเชนลิงก์(Chainlink) เพื่อลดกำแพงในการลิสต์และเทรดสินทรัพย์หางยาว (Long-Tail Assets) เพิ่มประสิทธิภาพใช้เงินทุน และปรับประสบการณ์ใช้งานให้ใกล้เคียงกระดานรวมศูนย์มากขึ้น
ไลอัน ซีอีโอ MYX ระบุว่า MYX V2 ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นแค่ ‘กระดานเทรด’ แต่เป็น ‘เครื่องยนต์ (Engine)’ ของอนุพันธ์ออนเชน โดยมองว่าการผสาน EIP-7702 กับออราเคิลแบบไร้อนุญาต จะช่วยให้การเทรดเพอร์เพทชวลสวอป (Perps) บนเชนมีความไหลลื่น ในขณะที่ยังรักษา ‘อธิปไตยแบบไร้ศูนย์กลาง’ เอาไว้ได้
‘ความคิดเห็น’ การระดมทุนครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าดีไฟอนุพันธ์กำลังก้าวสู่เฟสใหม่ของการแข่งขันด้าน ‘โมดูลาร์ อินฟราสตรักเจอร์’ ที่เน้นเรื่องสภาพคล่องข้ามเชนและการเปิดให้แพลตฟอร์มรายอื่นมาเชื่อมต่อกับเลเยอร์ชำระราคากลาง
ภาพใหญ่: คริปโตเข้าสู่เฟส ‘เชื่อมธนาคาร – ขึ้นเชน – โมดูลาร์’ พร้อมกัน
------------------------------------------------------
โดยรวมแล้ว ประเด็นอย่าง ‘โอกาสธนาคารจับมือไบแนนซ์.สหรัฐฯ และการลุ้นใบอนุญาตทางการเงิน’, ‘แนสแด็กเดินเกมโทเคไนซ์สินทรัพย์’ และ ‘MYX เร่งสร้างอินฟราดีไฟอนุพันธ์แบบโมดูลาร์บนอีเธอเรียม’ กำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือเมื่อ *ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ* ลดลง คริปโตมีโอกาสเข้าสู่จุดที่
- กระดานเทรดในสหรัฐ ‘ผูกกับระบบธนาคาร’ และโครงสร้างตลาดทุนได้ลึกขึ้น
- สินทรัพย์ดั้งเดิมบนวอลล์สตรีท ‘ถูกย้ายขึ้นเชน’ ผ่านกระบวนการโทเคไนเซชัน
- อินฟราดีไฟระดับโปรโตคอล ‘แตกชิ้นส่วนเป็นโมดูล’ ให้ใครก็เข้ามาต่อประกอบได้
‘ความคิดเห็น’ หากทิศทางนี้เดินหน้าต่อเนื่อง สายพานตั้งแต่ตลาดทุนแบบเดิม ธนาคาร ไปจนถึงดีไฟอาจค่อยๆ เชื่อมเป็นระบบนิเวศเดียวกัน ที่ผู้เล่นสถาบันและผู้ใช้รายย่อยสามารถเข้าถึงสภาพคล่องและผลิตภัณฑ์การเงินบนเชนได้ในมาตรฐานการกำกับดูแลที่ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
ความคิดเห็น 0