xAIเดินหน้าลดภาระหนี้ครั้งใหญ่ ด้วยการตัดสินใจ ‘ชำระคืนก่อนกำหนด’ หนี้หุ้นกู้‘ฮายยีลด์(High-yield)’ มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.39 แสนล้านบาท) เพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ยก้อนโตและทำให้โครงสร้างการเงินคล่องตัวขึ้นก่อนที่อีลอน มัสก์(Elon Musk) จะผลักดันแผนการนำสเปซเอ็กซ์(SpaceX) เข้าตลาดหุ้นในรูปแบบ IPO สื่อ ‘블룸버그(Bloomberg)’ รายงานว่าการเคลื่อนไหวของ xAI ครั้งนี้สอดรับกับการเตรียมตัวสู่การเป็นบริษัทมหาชนของสเปซเอ็กซ์ และกำลังดึงดูดความสนใจอย่างมากจากตลาดตราสารหนี้และตลาดทุน
xAIมีแผนชำระคืนหุ้นกู้ชุดดังกล่าวที่ราคาประมาณ ‘117 เซนต์ต่อมูลค่าที่ตราไว้ 1 ดอลลาร์’ หรือคิดเป็น 1.17 ดอลลาร์ต่อ 1 ดอลลาร์ที่ออก ซึ่งถือเป็นการจ่ายคืนแบบมี ‘พรีเมียม’ เมื่อเทียบกับราคาหน้าตั๋ว ทั้งที่ตราสารนี้เพิ่งออกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และถูกคาดหมายว่าอย่างน้อยควรอยู่ในระบบอีกไม่ต่ำกว่า 2 ปี การเลือกซื้อคืนเร็วและยอมจ่ายเกินพาร์เช่นนี้ จึงถูกมองว่าเป็นกรณีพิเศษในตลาด ‘ฮายยีลด์บอนด์’ โดยหุ้นกู้ชุดนี้มีคูปองหรืออัตราดอกเบี้ยคงที่อยู่ที่ปีละ 12.5% และออกขายในราคา ‘พาร์’ ตั้งแต่ต้น
ข้อมูลราคาล่าสุดสะท้อนว่าตลาดตอบรับหุ้นกู้ของ xAI ในเชิงบวกอยู่แล้ว โดยราคาซื้อขายในตลาดรองเมื่อวันจันทร์ขยับขึ้นราว 3 จุด มาอยู่ใกล้ระดับ 117 เซนต์ต่อดอลลาร์ ซึ่งเกือบเท่าระดับราคาที่บริษัทตั้งใจจะไถ่ถอนก่อนกำหนด โดยทั่วไป ‘การชำระคืนก่อนกำหนด’ หรือการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ลักษณะนี้ มักมาพร้อม ‘ข้อกำหนดเมคโฮล(make-whole)’ หรือการจ่ายค่าชดเชย/ค่าเสียโอกาสให้แก่นักลงทุน เพื่อชดเชยดอกเบี้ยที่ควรจะได้รับในอนาคต แต่ xAI ก็ยังเลือกจังหวะนี้ในการเคลียร์ภาระหนี้ แสดงให้เห็น ‘ความตั้งใจลดขนาดงบดุล’ เพื่อทำให้ฐานะการเงินดูแข็งแรงและเบาสบายต่อนักลงทุนระยะยาว ‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า xAI ยอมจ่ายราคาแพงในวันนี้ เพื่อซื้อ ‘ความยืดหยุ่นทางการเงิน’ และภาพลักษณ์ด้านเครดิตในวันข้างหน้า
ในช่วงหลัง มัสก์ได้เคลื่อนไหวเชิงโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ด้วยการผนวก xAI เข้ากับสเปซเอ็กซ์ เพื่อสร้างหน่วยธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นและหลากหลายขึ้นในกลุ่มเทคโนโลยีอวกาศและปัญญาประดิษฐ์ โดย블룸버그ระบุว่าธุรกิจที่ถูกรวมกันนี้ แบกหนี้รวมราว 18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.64 ล้านล้านบาท) ซึ่งในนั้นมีภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับการซื้อกิจการแพลตฟอร์ม X (ชื่อเดิม ทวิตเตอร์) ของมัสก์รวมอยู่ด้วย สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับโครงสร้างนี้ กำลังมองหาแนวทางจัดระเบียบหนี้และลดภาระดอกเบี้ยที่สะสมมาตลอดหลายปีผ่านกลยุทธ์การระดมทุนและรีไฟแนนซ์ชุดใหม่
ด้านแผน ‘นำสเปซเอ็กซ์เข้าตลาดหุ้น’ ก็เริ่มชัดเจนขึ้นตามลำดับ 블룸버그รายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สเปซเอ็กซ์ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐเท็กซัส อาจยื่นไฟลิ่ง IPO แบบไม่เปิดเผยต่อสาธารณะได้เร็วสุดภายในเดือนนี้ และหากเป็นไปตามแผน บริษัทอาจถูกประเมินมูลค่ามากกว่า 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2565 ล้านล้านบาท) ‘ความคิดเห็น’ หากตัวเลขมูลค่ากิจการระดับนี้เกิดขึ้นจริง สเปซเอ็กซ์จะกลายเป็นหนึ่งในดีล IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุน และเป็นหมุดหมายสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีเอกชนทั่วโลก ทั้งนี้ หากขั้นตอนทุกอย่างเดินไปตามไทม์ไลน์ ตลาดคาดกันว่า ‘เดือนมิถุนายน’ อาจเป็นช่วงเวลาที่การเข้าจดทะเบียนมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง
สำหรับหุ้นกู้ 3 พันล้านดอลลาร์ที่กำลังถูกไถ่ถอนก่อนกำหนดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘แพ็กเกจหนี้’ มูลค่ารวม 5 พันล้านดอลลาร์ที่ xAI จัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันในสภาวะดอกเบี้ยสูง โดยดีลในตอนนั้นประกอบด้วย หุ้นกู้มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ และเงินกู้รวม 2 รายการ รูปแบบโครงสร้างคือ แหล่งเงินกู้หนึ่งชุดถูกจัดสรรเคียงคู่กับหุ้นกู้และออกที่ ‘ราคาพาร์’ ขณะที่อีกชุดหนึ่งถูกกำหนดให้คิดดอกเบี้ยที่ระดับ ‘อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง + 7.25 จุดเปอร์เซ็นต์’ และถูกเสนอขายแบบ ‘ดีสเคานต์’ ที่ราว 96 เซนต์ต่อมูลค่าที่ตราไว้ 1 ดอลลาร์ เพื่อจูงใจนักลงทุนให้เข้าร่วมรับความเสี่ยง
มุมมองจากตลาดทุนมองว่าการรีไฟแนนซ์และชำระคืนหนี้ของ xAI คราวนี้ อาจสะท้อนมากกว่าการจัดการงบการเงินเชิงเทคนิคธรรมดา ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น การเร่งเคลียร์หนี้ ‘ฮายยีลด์’ ล่วงหน้า ทำให้โครงสร้างเงินทุนของกลุ่มธุรกิจที่มัสก์ควบคุมอยู่ดู ‘มั่นคงและคาดการณ์ได้มากขึ้น’ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนสถาบัน ก่อนการ IPO ขนาดใหญ่ของสเปซเอ็กซ์ นอกจากนี้ ‘คำ’ โปรไฟล์เครดิตที่ดีขึ้นยังอาจช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมในอนาคต หาก xAI หรือสเปซเอ็กซ์ต้องการระดมทุนเพิ่มเติมทั้งผ่านตราสารหนี้และตราสารทุน
อย่างไรก็ตาม การเลือกจ่ายคืนหุ้นกู้ในระดับ ‘พรีเมียม’ ย่อมหมายถึง ‘กระแสเงินสดไหลออกในระยะสั้น’ ที่สูงกว่าปกติ คำถามที่ตลาดจะจับตาต่อไปคือ xAI และกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง จะจัดการสมดุลระหว่าง ‘การรักษาสภาพคล่อง’ กับ ‘การขยายธุรกิจ’ ได้อย่างไรในช่วง 12–18 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะในจังหวะที่ธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์เชิงโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจอวกาศเชิงพาณิชย์ ต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ เพื่อแข่งขันกับทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดทุนสหรัฐและสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีรุ่นใหม่ทั่วโลก
ความคิดเห็น 0