Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สหรัฐเลื่อนคลาสซิตี้ แอกต์(CLARITY Act) สะเทือนกฎคริปโต-สเตเบิลคอยน์ลุ้นชี้ชะตาเงินสถาบันปี 2026

สหรัฐเลื่อน ‘คลาสซิตี้ แอกต์(CLARITY Act)’ พ้นเส้นตาย ทำตลาดคริปโตลุ้นกลับสู่ ‘กฎผ่านการลงโทษ’ อีกครั้ง ขณะที่ข้อถกเถียงเรื่องการให้ ‘ผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์’ ยังหาข้อสรุปไม่ได้ นักลงทุนจับตาว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและการโทเคนไนซ์สินทรัพย์จริงหรือไม่

คลาสซิตี้ แอกต์ถูกมองว่าเป็นกฎหมายกรอบใหญ่ที่จะจัดระเบียบโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐแบบเบ็ดเสร็จ และช่วยคลายความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบที่ยืดเยื้อมานาน ทำเนียบขาวได้ขอให้ภาคคริปโตและภาคธนาคาร “หาจุดร่วมเพื่อผลักดันร่างกฎหมาย” พร้อมตั้งเส้นตายไม่เป็นทางการไว้ที่วันที่ 1 มี.ค. (เวลาท้องถิ่น) แต่สุดท้ายทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แม้จะมีการประชุมร่วมกันที่ทำเนียบขาวหลายรอบ และต่างฝ่ายต่างประเมินบรรยากาศว่าเป็นไปในเชิง ‘สร้างสรรค์’ ก็ตาม

ประเด็นที่ทำให้การเจรจาติดล็อกคือคำถามว่า ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ควรได้รับอนุญาตให้จ่าย ‘ดอกเบี้ย’ หรือ ‘รางวัล (รีวอร์ด)’ ให้ผู้ถือเหรียญหรือไม่ เพราะหากเปิดทางให้มีการให้ผลตอบแทน ก็จะไปแตะเส้นแบ่งสำคัญระหว่าง ‘สเตเบิลคอยน์ที่ทำหน้าที่เป็นเงิน’ กับ ‘ผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน’ และจะกระทบต่อฐานธุรกิจของภาคธนาคารแบบดั้งเดิมด้วย

ความไม่ลงรอยในประเด็นนี้ทำให้คณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภา (Senate Banking Committee) ยังไม่สามารถกำหนดวันพิจารณา (markup) ร่างกฎหมายส่วนที่ตัวเองดูแลได้ ในทางกลับกัน คณะกรรมาธิการเกษตรวุฒิสภา (Senate Agriculture Committee) กลับเดินหน้าอนุมัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของหน่วยงานตนเองไปแล้ว

พอล แบร์รอน(Paul Barron) นักวิเคราะห์สายคริปโตมาร์เก็ต มองภาวะชะงักงันครั้งนี้ว่าเป็นการชนกับ ‘กำแพงผลตอบแทน (yield wall)’ โดยฝั่งอุตสาหกรรมคริปโตยืนยันต้องการ ‘รูปแบบที่มีการกำกับดูแลสำหรับการให้ผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์’ และใช้เหตุผลว่า หากไม่เปิดโอกาสในกรอบที่ชัดเจน สหรัฐอาจผลักดันนวัตกรรมและสภาพคล่องไหลออกไปต่างประเทศ

‘ความคิดเห็น’ หากยอมให้สเตเบิลคอยน์จ่ายดอกเบี้ยหรือรีวอร์ดได้ภายใต้กติกาที่ชัดเจน ก็อาจกลายเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งเงินฝากที่แข่งขันกับบัญชีออมทรัพย์ดั้งเดิมของธนาคาร ส่งผลให้ภาคธนาคารย่อมกังวลเรื่องการแย่งฐานเงินฝาก และผลกระทบด้านเสถียรภาพการเงิน

หากสุดท้ายการประนีประนอมล้มเหลว นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า สหรัฐอาจย้อนกลับไปสู่บรรยากาศ ‘กฎผ่านการบังคับใช้ (regulation by enforcement)’ เหมือนช่วงที่ผ่านมา กล่าวคือ หน่วยงานกำกับอย่างคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) และสำนักงานควบคุมสกุลเงิน (OCC) จะใช้วิธีออกมาตรการลงโทษ ฟ้องร้อง และบังคับใช้คดีต่างๆ เพื่อสร้าง “บรรทัดฐาน” แทนที่จะมีกรอบกฎหมายที่เขียนชัดเจน

อย่างไรก็ดี ยังมีช่องทาง ‘ดีลแบบกึ่งกลางทาง’ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง เช่น การยอมให้มี ‘ผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์’ แต่จำกัดเฉพาะกลุ่มนักลงทุนประเภทหนึ่ง อย่าง ‘นักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม (Qualified/Accredited Investors)’ หรือสถาบันการเงินบางประเภทเท่านั้น โมเดลลักษณะนี้อาจช่วยลดความกังวลของฝั่งกำกับ ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้เงินทุนจากสถาบันไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตได้มากขึ้น

ธนาคาร เจพีมอร์แกน(JP Morgan) เคยประเมินว่า หาก ‘ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ’ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอาจเห็นการไหลเข้าของเงินทุนจากสถาบันในระดับ “มีความหมาย” ช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยมองว่าคลาสซิตี้ แอกต์คือ “ตัวแปรใหญ่” ที่จะชี้ว่าภาพนั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ทีมวิเคราะห์ของเจพีมอร์แกน ภายใต้การนำของ นิโคลาออส พานีกิร์ตโซกลู(Nikolaos Panigirtzoglou) ประเมินว่า การผ่านร่างคลาสซิตี้ แอกต์อาจกลายเป็น ‘จุดเปลี่ยนชี้ชะตา’ ของตลาดคริปโตสหรัฐ มากกว่าจะเป็นเพียงการปรับกฎรายมาตรา ตามข้อมูลที่นักวิเคราะห์ตลาดชื่อ มาร์ตีปาร์ตี(MartyParty) นำมาเผยแพร่ เจพีมอร์แกนมองว่ากฎหมายฉบับนี้คือการ “ยกเครื่องโครงสร้างกรอบสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐ” ในเชิงลึก

เจพีมอร์แกนคาดว่า หากคลาสซิตี้ แอกต์ได้รับไฟเขียว จะเกิดผลหลักๆ 3 ด้านที่ส่งแรงเสริมกัน

หนึ่ง รูปแบบกำกับดูแลจะขยับจากการพึ่ง ‘มาตรการลงโทษ-ฟ้องร้อง’ มาเป็นระบบ ‘กฎที่เขียนไว้ชัดเจน’ ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนด้านกฎหมายและความเสี่ยงเชิงกฎระเบียบของผู้เล่นในตลาด

สอง นักลงทุนสถาบันที่เคยเข้ามาในตลาดคริปโตแบบ ‘ทดลอง’ หรือในสัดส่วนเล็กๆ จะมีโอกาสขยับไปสู่การมีส่วนร่วมแบบ ‘มั่นใจและมีโครงสร้าง’ ทั้งในสินทรัพย์อย่าง บิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH) และโปรดักต์อนุพันธ์ต่างๆ

สาม ธนาคารและบริษัทจัดการลงทุนที่เริ่มทดลองโทเคนไนซ์สินทรัพย์จริง (Real-World Assets: RWA) อาจเร่งสปีดขึ้นอีก RWA คือการนำ ‘สินทรัพย์ดั้งเดิม’ เช่น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ หรือหน่วยลงทุนกองทุน มาสร้างเป็นโทเคนบนบล็อกเชน เพื่อให้โอน ย้าย และแบ่งย่อยการถือครองได้คล่องตัวกว่าเดิม

‘ความคิดเห็น’ ถ้ากฎสำหรับสเตเบิลคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัลเคลียร์ โครงสร้างตลาดตราสารหนี้และกองทุนแบบดั้งเดิมอาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัย ขณะที่สถาบันการเงินจะมีแรงจูงใจมากขึ้นในการออกผลิตภัณฑ์โทเคนไนซ์เพื่อดึงลูกค้ากลับเข้าระบบ

ในเชิงเวลา วุฒิสภาคาดว่าจะกลับมาเปิดโต๊ะหารือร่างคลาสซิตี้ แอกต์รอบใหม่ในเดือนเมษายน 2026 โดยวงการการเมืองมองว่าเดือนกรกฎาคม 2026 จะเริ่มเป็นจุดที่ ‘แรงขับการออกกฎหมาย’ อ่อนตัวลง เพราะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง ทำให้กรอบเวลาระหว่างเมษายนถึงก่อนกรกฎาคมถูกพูดถึงในตลาดว่าเป็น “เส้นตายไม่เป็นทางการ” สำหรับการสร้างความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

ด้านตลาด ราคาคริปโตเคลื่อนไหวเชิงบวกในวันจันทร์ (เวลาท้องถิ่น) โดยมูลค่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลรวมพยายามไต่ขึ้นสู่ระดับ 2.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นราว 3,449 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 3,449 ล้านล้านบาทหากตีค่าใกล้เคียง ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,468.10 วอน

การเลื่อนร่างคลาสซิตี้ แอกต์ออกไปอาจเพิ่มความผันผวนในระยะสั้น แต่ทิศทางสุดท้ายของข้อถกเถียงเรื่อง ‘สเตเบิลคอยน์และการให้ผลตอบแทน’ จะเป็นตัวกำหนดว่า ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 2026 เป็นต้นไป ตลาดคริปโตจะกลายเป็นสนามหลักของ ‘เงินสถาบัน’ ภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน หรือยังต้องเดินหน้าไปท่ามกลางเงื่อนไข ‘กฎผ่านการลงโทษ’ ต่อไป นักลงทุนจึงหันกลับไปจับตาสัญญาณจากวอชิงตันอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1