สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่กรุงเตหะรานเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ไม่นานหลังจากนั้นปริมาณ ‘ถอนเงินคริปโต’ จาก โนบิเท็กซ์(Nobitex) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ‘พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว’ ก่อนที่เหตุขัดข้องด้านอินเทอร์เน็ตครั้งใหญ่จะเข้ามาตัดวงจร ทำให้การไหลออกของเงินชะลอลงอย่างรวดเร็ว
บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน เอลิปติก(Elliptic) ระบุในรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า หลังการโจมตีระลอกแรกเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่นาที ปริมาณคริปโตที่ไหลออกจาก โนบิเท็กซ์ ทะลุ 5 แสนดอลลาร์ (ราว 7.5 พันล้านวอน) เพิ่มขึ้นมากกว่า ‘700%’ เมื่อเทียบกับระดับปกติ นอกจากนี้จากกราฟที่เอลิปติกจัดทำ ยังพบว่าภายในช่วงเวลาเพียง 1 ชั่วโมงของวันเดียวกัน ยอดถอนแตะระดับสูงสุดเกือบ 3 ล้านดอลลาร์ (ราว 45 พันล้านวอน)
เอลิปติกมองว่าความเคลื่อนไหวนี้อาจสะท้อน ‘การหลบเลี่ยงการควบคุมเงินทุน (capital flight)’ ออกจากอิหร่าน โดยจากการติดตามธุรกรรมเบื้องต้น พบว่าเงินคริปโตส่วนใหญ่เคลื่อนย้ายไปยังตลาดซื้อขายคริปโตในต่างประเทศ เอลิปติกอธิบายว่า ด้วยลักษณะของคริปโตที่ช่วยให้สามารถเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ออกนอกประเทศได้ โดยหลุดรอด ‘บางส่วน’ จากการเฝ้าระวังของระบบธนาคารโลก ทำให้คริปโตถูกใช้เป็น ‘ช่องทางชำระเงินและโอนเงินทางเลือก’ ในช่วงสงครามและภาวะถูกคว่ำบาตร
อย่างไรก็ตาม ที่มาของการที่ปริมาณถอนเงินจาก โนบิเท็กซ์ กลับลดลงอย่างรวดเร็วนั้น ยังถูกตีความต่างกัน บริษัทฟอเรนสิกออนเชน ทีอาร์เอ็ม แล็บส์(TRM Labs) ชี้ว่า การที่ยอดถอนทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วหลังวันเสาร์ ส่วนสำคัญมาจาก ‘มาตรการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด’ โดยทางการอิหร่าน TRM ระบุว่าหลังความขัดแย้งปะทุรุนแรงขึ้นไม่นาน มีรายงานว่า ‘การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของอิหร่านลดลงถึงราว 99%’
TRM ยังไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปเรื่อง ‘การหลบหนีเงินทุน’ ของเอลิปติก โดยให้ความเห็นว่า ระบบคริปโตของอิหร่านในตอนนี้ ไม่ได้แสดงสัญญาณของ ‘การเร่งตัว’ หรือ ‘การเทเงินหนีออกนอกประเทศ’ แต่กลับอยู่ในภาวะ ‘ถดถอย (downturn)’ ทั้งด้านปริมาณธุรกรรมและมูลค่าการซื้อขาย หลังรัฐบาลใช้มาตรการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด กล่าวอีกนัยหนึ่ง การพุ่งขึ้นของยอดถอนในช่วงแรกอาจเป็น ‘ปฏิกิริยาตื่นตระหนก’ แต่เพราะโครงสร้างการเชื่อมต่อถูกตัดขาด ฟังก์ชันของตลาดจึงชะลอตัวลง และการไหลออกของเงินไม่สามารถดำเนินต่อได้ ‘ความคิดเห็น’ นี้ทำให้เกิดภาพว่า ระบบไม่ได้เผชิญแค่การถอนหนีความเสี่ยง แต่ถูก ‘ปิดสวิตช์’ ไปพร้อมกัน
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รายงานระบุว่า หลังการโจมตีทางอากาศใส่กรุงเตหะราน สิ่งตอบโต้จากฝั่งอิหร่านทำให้ความขัดแย้งมีแนวโน้มลุกลาม และในช่วงเวลานั้นเอง ปริมาณถอนจาก โนบิเท็กซ์ ก็พุ่งทะยานขึ้น
โนบิเท็กซ์ ถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของตลาดคริปโตในอิหร่าน โดยมีส่วนแบ่งมูลค่าการซื้อขายคริปโตภายในประเทศสูงถึงประมาณ ‘87%’ รายงานระบุว่า ณ ปี 2025 แพลตฟอร์มแห่งนี้รองรับผู้ใช้มากกว่า 11 ล้านบัญชี และประมวลผลธุรกรรมรวมกว่า 7.2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 10.74 ล้านล้านวอน)
เบื้องหลังที่ทำให้คริปโตถูกใช้เป็น ‘สินทรัพย์หลบภัย’ ในอิหร่าน มาจากทั้งระบบการเงินที่เปราะบางและแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ อิหร่านถูกจำกัดการเข้าถึงเครือข่ายการเงินโลก ขณะที่ภาคธนาคารภายในประเทศเผชิญความไม่มั่นคงซ้ำซาก ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากหันมาใช้คริปโตเพื่อ ‘เก็บรักษาและเคลื่อนย้าย’ ทรัพย์สินของตน
หนึ่งในกรณีที่สะท้อนความเปราะบางของระบบธนาคาร คือเหตุการณ์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เมื่อธนาคารเอกชนรายใหญ่ของอิหร่านอย่าง อายันเดห์ แบงก์(Ayandeh Bank) ล้มละลายหลังแบกรับขาดทุนสะสมถึง 5.1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 7.61 ล้านล้านวอน) และหนี้สิน 3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 4.48 ล้านล้านวอน) ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานกว่า 42 ล้านคน ธนาคารกลางอิหร่านยังเคยออกคำเตือนว่า ธนาคารอีก 8 แห่งเสี่ยงถูกยุบหากไม่เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ดี ตลาดคริปโตเองก็ไม่ได้ปลอดภัยจาก ‘ความเสี่ยงเชิงระบบ’ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โนบิเท็กซ์ เคยถูกแฮ็ก สูญเสียสินทรัพย์ดิจิทัลคิดเป็นมูลค่าราว 81 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.208 แสนล้านวอน) ยิ่งเมื่อผนวก ‘ความเสี่ยงจากสงคราม’ ‘การตัดอินเทอร์เน็ต’ และ ‘ความไม่มั่นคงทางการเงิน’ เข้าด้วยกัน ตลาดคริปโตในอิหร่านจึงกำลังเผชิญภาวะที่ทั้ง ‘การถอนเงินอย่างรุนแรงจากความตื่นตระหนก’ และ ‘การหดตัวของปริมาณซื้อขายเพราะการถูกตัดขาดจากระบบ’ สลับกันไปมา
‘ความคิดเห็น’ จากผู้เชี่ยวชาญบางส่วนชี้ว่า กรณี โนบิเท็กซ์ ในรอบนี้ เป็นตัวอย่างชัดของจุดแข็งและจุดอ่อนของคริปโตในประเทศที่เผชิญสงครามและการคว่ำบาตร คือในด้านหนึ่งคริปโตสามารถเป็นช่องทางหนีความเสี่ยงของระบบการเงินแบบดั้งเดิม แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากรัฐเลือกใช้มาตรการปิดกั้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น อินเทอร์เน็ต ตลาดคริปโตก็ถูก ‘ปิดประตูหนี’ ได้เช่นกัน ซึ่งทำให้การใช้คริปโตเป็นที่พักเงินในภาวะวิกฤตยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ความคิดเห็น 0