Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ทุนคริปโต ‘กระจุกตัวหนัก’ แค่ 3 ดีลใหญ่ดูด 44% เม็ดเงินลงทุน ขณะเวนเชอร์ฟันด์ใหม่หายจากตลาด

การลงทุนคริปโต ‘กระจุกตัวในวงแคบ’ แค่ 3 ดีล กวาดเกือบครึ่งเม็ดเงินทั้งเดือน

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีดีลลงทุนขนาดใหญ่เพียง 3 ดีลในตลาด ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ แต่กลับกินส่วนแบ่งเม็ดเงินลงทุนเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งเดือน สถานการณ์นี้แม้ภายนอกจะดูเหมือน‘เงินลงทุนในคริปโตเพิ่มขึ้น’ แต่จริงๆ แล้วสะท้อนภาวะเงินไหลรวมอยู่ในไม่กี่โปรเจกต์ หรือภาวะ ‘เม็ดเงินกระจุกตัว’ ที่ทวีความชัดเจนขึ้น

ตามรายงานของบริษัทวิจัยด้านคริปโต เมสซารี(Messari) เมื่อวันที่ 10 (เวลาท้องถิ่น) เม็ดเงินระดมทุนที่เกี่ยวข้องกับคริปโตตลอด 12 เดือนย้อนหลังถึงมีนาคม 2026 เพิ่มขึ้นราว ‘50%’ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตาม จำนวนรอบการลงทุนกลับลดลงถึง ‘46%’ แปลว่ามูลค่าดีลโตขึ้น แต่จำนวนดีลจริงในตลาดกลับหายไปเกือบครึ่ง

ตัวเลขเฉลี่ยต่อดีลยิ่งตอกย้ำภาพนี้ ด้วยขนาดการลงทุนต่อดีลเฉลี่ยประมาณ ‘34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ’ (ราว 499,000 ล้านวอน) พุ่งขึ้นถึง ‘272%’ จากปีก่อน ขณะที่จำนวน ‘นักลงทุนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในตลาด’ เหลือเพียงราว 3,225 ราย ลดลงประมาณหนึ่งในสาม

หากซูมดูเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ ภาวะเงิน ‘ไหลเข้าจุดเดียว’ ยิ่งชัดเจนมากขึ้น โดยมี 3 ดีลใหญ่ที่ดูดเม็ดเงินไปส่วนใหญ่ของตลาดคริปโตในเดือนนั้น

ดีลแรก สเตเบิลคอยน์รายใหญ่ เทเธอร์(Tether) ลงทุนกว่า ‘200 ล้านดอลลาร์’ (ราว 2,941 ล้านวอน) ในแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ ‘Whop’ ดีลนี้ถูกมองว่าเป็นการขยายฐานจากโลกคริปโตไปสู่แพลตฟอร์มคอมมูนิตี้และดิจิทัลสินค้าของผู้สร้างคอนเทนต์

ดีลที่สอง มาจากกองทุนคริปโตชื่อดัง แพนเทราแคปิตอล(Pantera Capital) ที่นำรอบซีรีส์ B ของแพลตฟอร์มทำนายผลด้านกีฬา ‘Novig’ ดึงเงินลงทุนเข้าสู่โปรเจกต์นี้ราว ‘75 ล้านดอลลาร์’ (ประมาณ 1,103 ล้านวอน) สะท้อนความสนใจของตลาดที่ยังมอง ‘การเดิมพันบนบล็อกเชน’ เป็นหนึ่งในแนวทางต่อยอด DeFi และแพลตฟอร์มการคาดการณ์

อีกหนึ่งดีลใหญ่คือรอบซีรีส์ B ของฟินเทคแอป ‘ARQ’ ที่โฟกัสด้านสเตเบิลคอยน์ในลาตินอเมริกา โดยมี เซควอยาแคปิตอล(Sequoia Capital) เข้ามาร่วมลงทุน ดึงเงินได้อีกราว ‘70 ล้านดอลลาร์’ (ราว 1,029 ล้านวอน) ซึ่งถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในเคสการผลักดันการใช้สเตเบิลคอยน์ในตลาดเกิดใหม่

เมื่อรวมกันแล้วแค่ 3 ดีลนี้ กวาดเม็ดเงินไปถึง ‘44%’ จากเม็ดเงินลงทุนคริปโตทั้งเดือนกุมภาพันธ์ที่มีราว ‘800 ล้านดอลลาร์’ ตัวเลขนี้ทำให้ภาพ ‘ทุนกระจุกตัวในไม่กี่โปรเจกต์’ เด่นชัดยิ่งขึ้น

เมสซารีอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นภาวะ ‘การกระจุกตัวของทุน (capital concentration)’ กล่าวคือ เม็ดเงินจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่ ‘บริษัทระยะท้าย’ หรือโปรเจกต์ที่ถูกมองว่ามีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อระบบนิเวศ ขณะที่สตาร์ทอัพจำนวนมากในตลาดกลับเผชิญปัญหาหาเงินลงทุนได้ยากกว่าเดิม

ในฝั่ง ‘การลงทุนระยะเริ่มต้น’ ก็ยังมีอยู่ แต่ลักษณะจะเป็นดีลขนาดเล็กและกระจายตัวไปหลายราย ตัวอย่างเช่น โปรเจกต์ ‘Interstate’ ที่เพิ่งปิดดีลระดมทุนราว ‘1.5 ล้านดอลลาร์’ (ประมาณ 22 ล้านวอน) ดีลดังกล่าวมีทั้งกองทุนอย่าง Bloccelerate VC และนักลงทุนเอ็นเจิลมากกว่า 15 รายร่วมใส่เงินในสัดส่วนไม่ใหญ่

แม้ดีลในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อเทียบกับเม็ดเงินก้อนใหญ่ที่หลั่งไหลเข้าสู่โปรเจกต์ไม่กี่รายแล้ว ก็แทบจะอยู่ ‘คนละจักรวาล’ ของตลาดการลงทุน

‘ความคิดเห็น’ ภาพรวมจึงคล้ายตลาดที่กำลังแบ่งออกเป็นสองโลก โลกหนึ่งคือโปรเจกต์ที่มีเครือข่ายแข็งแรงและดึงดูดทุนก้อนโต อีกโลกคือสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้นที่ต้องวิ่งหานักลงทุนไมโครทีละรายเพื่อให้พออยู่รอดในระยะสั้น

เม็ดเงินใหม่หายไปจากเวนเชอร์ฟันด์ ตลาดคริปโตเสี่ยง ‘เหือดสภาพคล่องลงทุน’

แม้ตัวเลขโดยรวมจะบอกว่า ‘เม็ดเงินลงทุนคริปโตเพิ่มขึ้น’ แต่โครงสร้างฝั่ง ‘แหล่งที่มาของเงิน’ กำลังส่งสัญญาณตรงกันข้าม เอริก เทอร์เนอร์(Eric Turner) ซีอีโอของเมสซารี ระบุเมื่อวันที่ 10 (เวลาท้องถิ่น) ว่า ขณะนี้ตลาดแทบไม่มีการตั้ง ‘กองทุนเวนเชอร์ใหม่ขนาดใหญ่’ ในวงการคริปโตเลย

หนึ่งในกรณีล่าสุดที่พอจะยกมาได้คือ กองทุนใหม่ของ ดรากอนฟลายแคปิตอล(Dragonfly Capital) มูลค่าราว ‘650 ล้านดอลลาร์’ (ราว 9,560 ล้านวอน) ที่เน้นลงทุนในธีม ‘การโทเคนไนซ์สินทรัพย์จริง (RWA)’ ซึ่งถือเป็นแนวเทรนด์ร้อนแรงในตลาดคริปโตตอนนี้ แต่หากมองภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม กองทุนลักษณะนี้ยังคงเป็น ‘ข้อยกเว้น’ มากกว่าจะเป็นมาตรฐาน

โครงสร้างของ ‘เวนเชอร์ฟันด์’ โดยทั่วไปคือใช้เวลาช่วงหนึ่งปล่อยเงินลงทุนออกไป จากนั้นจึงตั้งกองทุนใหม่เพื่อระดมเม็ดเงินล็อตถัดไป ดังนั้นหากการตั้งกองทุนใหม่ชะลอตัวลงเรื่อยๆ ปริมาณเงินที่พร้อมถูกอัดฉีดเข้าสู่โปรเจกต์ใหม่ๆ ก็จะลดลงตามเวลาอย่างเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายจึงมองว่าการเติบโตของเม็ดเงินลงทุนในคริปโตช่วงที่ผ่านมา อาจไม่ได้มาจาก ‘เงินใหม่’ ไหลเข้าอุตสาหกรรม แต่เกิดจาก ‘เงินที่ค้างอยู่ในกองทุนเดิม’ ถูกเร่งนำออกมาปิดดีลมากกว่า

ข้อมูลในช่วง 3 เดือนล่าสุด ชี้ว่า ผู้เล่นที่ยังเคลื่อนไหวด้านการลงทุนอย่างคึกคักที่สุด ได้แก่ โคอินเบส เวนเชอร์ส(Coinbase Ventures), คิวบิกแล็บส์(QUBIC Labs) และ ซอมเนีย(Somnia) ซึ่งยังเดินหน้าเข้าดีลใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของตลาดไม่ได้สดใสเท่าตัวเลขมูลค่าดีลที่เพิ่มขึ้น เพราะหากไม่มี ‘กองทุนรอบใหม่’ เข้ามาเติมสภาพคล่อง ฝั่งดีลใหญ่ที่เห็นอยู่ตอนนี้อาจเป็นเพียง ‘แรงส่งสุดท้าย’ จากเงินกองเดิม ก่อนที่ปริมาณทุนพร้อมลงทุนจะค่อยๆ แห้งลง

‘ความคิดเห็น’ สำหรับโปรเจกต์หน้าใหม่ ความเสี่ยงสำคัญคือการที่เม็ดเงินจำนวนมากยังคงมุ่งไปหาชื่อใหญ่ที่มีแบ็กอัปจากกองทุนท็อปเทียร์ ผลคือสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพแต่ไม่มีคอนเนกชันอาจหาเงินได้ยากขึ้นเรื่อยๆ สร้างภาวะ ‘สองขั้ว’ ในตลาดคริปโตอย่างชัดเจน

หลายเสียงในอุตสาหกรรมเชื่อว่า แนวโน้ม ‘เงินลงทุนกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่โปรเจกต์’ มีโอกาสสูงที่จะยังดำเนินต่อไป หากสถานการณ์นี้ยืดเยื้อ ภาวะ ‘ความเหลื่อมล้ำของตลาดทุนคริปโต’ อาจลุกลามไปกระทบสภาพแวดล้อมการเติบโตของโปรเจกต์ระยะเริ่มต้น ที่ควรจะเป็นแหล่งนวัตกรรมสำคัญของอุตสาหกรรมในระยะยาว

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1