Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

BIS เตือนกระเป๋าเงินคริปโตแบบเก็บเอง เสี่ยงเป็นช่องโหว่ใหม่ทำเงินผิดกฎหมายไหลออกนอกระบบ AML

ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ(BIS) ออกคำเตือนว่า ‘กระเป๋าเงินคริปโตแบบเก็บเอง(Self-custody wallet หรือ Self-hosted wallet)’ อาจกลายเป็นจุดอ่อนใหม่ของระบบป้องกันการฟอกเงิน(AML) ในอนาคต โดยมองว่าเมื่อ ‘การโอนเงินผ่านช่องทางการเงินแบบดั้งเดิมถูกควบคุมเข้มงวดมากขึ้น’ เงินผิดกฎหมายไม่ได้หายไปไหน แต่จะไหลไปยังพื้นที่ที่ถูกจับตาน้อยกว่าอย่างกระเป๋าเงินที่ผู้ใช้เก็บคีย์เอง

เมื่อวันที่ 10 (เวลาท้องถิ่น) จากรายงานฉบับล่าสุดของ BIS ระบุว่า ‘กระเป๋าเงินคริปโตแบบเก็บเอง’ ซึ่งผู้ใช้ถือครองและควบคุมกุญแจส่วนตัว(Private key) ด้วยตนเอง มีศักยภาพที่จะกลายเป็นจุดเปราะบางใหม่ของการติดตามเงินฟอก เงินอาชญากรรม และเงินทุนผิดกฎหมายอื่นๆ ในระบบการเงินดิจิทัล

รายงานชี้ให้เห็นกรณีของสหภาพยุโรป(EU) เป็นตัวอย่างว่า ยิ่งรัฐเข้มงวดกับช่องทางการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสเกิด ‘เอฟเฟกต์ลูกโป่ง’ หรือ ‘เอฟเฟกต์วอเตอร์เบด(waterbed effect)’ มากขึ้น กล่าวคือ เมื่อกดด้านหนึ่งของระบบด้วยกฎระเบียบที่เข้มขึ้น เงินผิดกฎหมายก็จะเคลื่อนย้ายไปยังอีกด้านที่ถูกกดน้อยกว่าอย่างกระเป๋าเงินที่ไม่ถูกกำกับโดยตรง

กระเป๋าเงินแบบเก็บเอง(Self-custody) คือกระเป๋าที่ผู้ใช้ ‘ถือกุญแจเอง’ และไม่มีผู้ให้บริการตัวกลางมาช่วยดูแลหรืออนุมัติธุรกรรม โครงสร้างลักษณะนี้ทำให้ ‘ไม่มีสถาบันกลาง’ ที่จะทำหน้าที่ตามกฎ AML เช่น การยืนยันตัวตนลูกค้า(KYC), การติดตามธุรกรรมอย่างเป็นระบบ และการรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย(SAR)

รายงานของ BIS อธิบายว่า ‘กระเป๋าเงินแบบเก็บเองเป็นกระเป๋าที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง การควบคุมทั้งหมดอยู่ในมือผู้ใช้ และธุรกรรมได้รับการยืนยันบนบล็อกเชนสาธารณะ(Public blockchain) ที่ไม่ต้องขออนุญาต’ จึง ‘ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบในการบริหารบัญชีหรือกำกับตรวจสอบธุรกรรมโดยตรง’

ด้วยลักษณะเช่นนี้ หากไม่มีกรอบกำกับเฉพาะ ‘ธุรกรรมคริปโตผ่านกระเป๋าเงินแบบเก็บเอง’ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นหนึ่งในรูปแบบการชำระเงินที่ตรวจจับและบังคับใช้กฎหมายได้ยากที่สุด เมื่อเทียบกับช่องทางทางการเงินอื่นที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด

รายงานยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ‘กระเป๋าเงินคริปโตแบบเก็บเอง’ อาจกลายเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายที่ ‘น่าสนใจกว่าเงินสด’ ในหลายกรณี

ฝั่งเงินสด แม้การกำกับดูแลจะไม่เข้มมากในระดับธุรกรรมรายวัน แต่ก็มีข้อจำกัดทางกายภาพชัดเจน การขนเงินจำนวนมากต้องเผชิญทั้งเรื่องน้ำหนัก ปริมาณ การเก็บรักษา และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

ในทางกลับกัน ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ในกระเป๋าเงินแบบเก็บเองแทบไม่มีข้อจำกัดด้านกายภาพ การโอนมูลค่าสูงข้ามประเทศสามารถทำได้รวดเร็ว ไม่ต้องขนเงินเป็นกระสอบ และสามารถส่งต่อได้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพียงไม่กี่คลิก BIS มองว่า ‘ช่องว่างนี้’ อาจเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้เล่นสีเทาและผู้กระทำผิดหันหลังให้เงินสด แล้วหันมาใช้ ‘คริปโตในกระเป๋าแบบเก็บเอง’ แทน

รายงานยังเน้น ‘เอฟเฟกต์วอเตอร์เบด(waterbed effect)’ จากความแตกต่างของความเข้มงวดในแต่ละช่องทางชำระเงิน ว่าจะกลายเป็นตัวเร่งให้เงินเคลื่อนตัวไปอยู่ในพื้นที่ที่ถูกกำกับน้อยกว่า หากช่องทางหนึ่งถูกบีบด้วยมาตรการ AML อย่างหนัก เงินผิดกฎหมายย่อมมองหาช่องทางอื่นที่ตรวจจับได้ยากกว่า

BIS ระบุว่า ‘เมื่อความน่าจะเป็นในการถูกตรวจจับแตกต่างกันไปตามประเภทของช่องทางชำระเงิน จะเกิดภาวะ “เก็งกำไรด้านการกำกับดูแล(regulatory arbitrage)” ที่เงินจะไหลไปยังพื้นที่ที่การตรวจสอบต่ำที่สุด’ และหากพลวัตนี้ดำเนินต่อเนื่อง ‘ประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ AML และการป้องกันการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย(CFT) จะอ่อนแรงลง’

‘ความคิดเห็น’ ประเด็นสำคัญในรายงานคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ‘ตัวเทคโนโลยีกระเป๋าเงินแบบเก็บเอง’ เพียงอย่างเดียว แต่คือ ‘ความไม่สมดุลของกฎระเบียบระหว่างช่องทางต่างๆ’ ที่ผลักให้เงินอาชญากรรมย้ายถิ่นฐานไปยังจุดที่กำกับน้อยที่สุด

ในกรณีของสหภาพยุโรป(EU) รายงานมองว่า โครงสร้างกฎระเบียบปัจจุบันเริ่มแสดงให้เห็น ‘ความไม่สมดุล’ อย่างชัดเจน

ฝั่งผู้ให้บริการคริปโตภายใต้การกำกับ เช่น ผู้ให้บริการสินทรัพย์คริปโต(CASP), กระดานเทรด และบริการ ‘กระเป๋าเงินแบบโฮสต์(hosted wallet)’ ถูกครอบด้วยกรอบ AML ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการติดตามธุรกรรม, การเก็บข้อมูลตามกฎ ‘ทราเวลรูล(Travel Rule)’ และข้อกำหนดด้านการรายงาน

บริการกระเป๋าที่เน้นความเป็นนิรนามบางประเภท เริ่มถูกผลักออกไปนอกเขตที่มีกฎระเบียบเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น ถูกจำกัดการให้บริการหรือถูกปิดกั้นในบางประเทศ

แต่ ‘กระเป๋าเงินแบบเก็บเอง’ กลับถูกแตะเพียงทางอ้อมเป็นหลัก กรอบ AML จะถูกนำมาใช้ ‘เฉพาะเมื่ออีกฝั่งของธุรกรรมเกี่ยวข้องกับ CASP หรือผู้ให้บริการภายใต้การกำกับ’ เท่านั้น ส่วนตัวกระเป๋าของผู้ใช้เอง ‘ไม่ได้ถูกบังคับให้ต้องปฏิบัติตามภาระผูกพันด้าน AML ในระดับเดียวกับผู้ให้บริการ’

BIS ยังชี้ให้เห็นช่องว่างผ่านการเปรียบเทียบกับเงินสด ใน EU การใช้เงินสดมีเพดานการทำธุรกรรมอยู่ที่ 10,000 ยูโร (ราว 16 ล้านวอนหรือราวหลายแสนบาท) แต่ในฝั่ง ‘กระเป๋าเงินคริปโตแบบเก็บเอง’ ยังไม่มีข้อจำกัดทั้งในเชิงมูลค่าการโอนหรือปริมาณการถือครอง

รายงานสรุปว่า ‘ความแตกต่างของกฎระหว่างเงินสดและคริปโตในกระเป๋าแบบเก็บเองเช่นนี้ อาจจูงใจให้ผู้กระทำความผิดหันเหจากการใช้เงินสด ไปสู่การใช้กระเป๋าเงินคริปโตแบบเก็บเองแทน’ โดยเฉพาะในบริบทที่ช่องทางทางการเงินดั้งเดิมถูกควบคุมเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

ณ เวลาจัดทำบทความ มูลค่าตลาดรวมของคริปโตอยู่ที่ราว 2.37 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,480 ล้านล้านวอน ซึ่งสะท้อนขนาดของระบบสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองของ BIS การเติบโตระดับนี้ทำให้ ‘การกำกับดูแลกระเป๋าเงินแบบเก็บเอง’ มีแนวโน้มจะกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของนโยบายการเงินและการกำกับสถาบันการเงินระดับโลกในระยะถัดไป

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1