บล랙ร็อกเปิดตัว ETF อีเธอเรียมแบบใหม่ที่สะท้อน ‘รายได้จากสเตกกิ้ง’ เต็มรูปแบบ ต่อยอดการใช้งาน ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ในฝั่งนักลงทุนสถาบันให้ก้าวไปอีกขั้น โดยผลงานวันแรกของกองทุนปิดตลาดด้วยสัญญาณค่อนข้างแข็งแกร่งและดึงดูดความสนใจจากตลาดทันที
เมื่อวันที่ 12 (เวลาท้องถิ่น) บล랙ร็อก ผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก เปิดตัว ‘ไอเชียร์ส สเตกกิ้ง อีเธอเรียม ทรัสต์ ETF’ ภายใต้ชื่อย่อ ‘ETHB’ จุดเด่นคือกองทุนจะรับ ‘รางวัลสเตกกิ้งของอีเธอเรียม’ แล้วนำมาแปลงเป็น ‘เงินปันผล’ จ่ายคืนให้ผู้ถือหน่วย ETF แทนที่จะสะท้อนเข้าไปในมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนเพียงอย่างเดียว
เจมส์ เซย์ฟาร์ต(James Seyffart) นักวิเคราะห์ ETF จากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า ในวันแรกที่ ETHB เริ่มซื้อขาย กองทุนทำ ‘มูลค่าการซื้อขาย’ ได้ราว 15.5 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ตั้งต้นอยู่แถว 100 ล้านดอลลาร์
‘ความคิดเห็น’ โครงสร้างแบบนี้ทำให้ ETHB ดูใกล้เคียงกับ “กองทุนปันผลหุ้น” แต่ใช้รายได้จากสเตกกิ้งของ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ เป็นแหล่งกระแสเงินสดหลัก แทนรายได้จากธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน
‘รายได้สเตกกิ้ง’ ถูกจ่ายออกมาเป็นปันผลตรงถึงนักลงทุน
เซย์ฟาร์ตให้ความเห็นผ่านแพลตฟอร์ม X (เดิม ทวิตเตอร์) ว่า ผลงานวันแรกของ ETHB ถือเป็น “การเริ่มต้นที่ค่อนข้างแข็งแรงมากสำหรับ ETF ตัวใหม่”
ETHB เริ่มต้นด้วยสินทรัพย์ราว 100 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ในวันเดียวกัน ETF อีเธอเรียมแบบสปอตเดิมของบล랙ร็อกอย่าง ETHA มียอดซื้อขายประมาณ 264 ล้านดอลลาร์ แม้ดูเหมือนตัวเลขห่างกันมาก แต่หากพิจารณาว่า ETHA มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสูงกว่า 6.6 พันล้านดอลลาร์แล้ว นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าการเปรียบเทียบตรงๆ ระหว่างสองกองทุนอาจไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของ ETHB ในฐานะกองทุนเปิดตัวใหม่
โครงสร้างค่าธรรมเนียมของ ETHB ถูกวางไว้ที่ ‘ปีละ 0.25%’ แต่มีส่วนลดในปีแรก โดยจะเก็บเพียง 0.12% จนกว่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจะขยับขึ้นไปแตะระดับ 2.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์จูงใจเม็ดเงินสถาบันให้เข้ามาทดลองใช้ผลิตภัณฑ์
ในด้านโครงสร้างปฏิบัติการ ‘คอยน์เบส(Coinbase)’ ทำหน้าที่เป็นผู้รับฝากทรัพย์สินและผู้ดำเนินการด้านสเตกกิ้ง ส่วนการรันโหนดตรวจสอบธุรกรรมของอีเธอเรียม (validator) จะถูกมอบหมายต่อให้กับผู้ตรวจสอบที่ผ่านการอนุมัติ เช่น ฟิกเมนต์(Figment), แกล럭ซี บล็อกเชน อินฟราสตรักเจอร์, และ อาเทสแทนต์(Attestant) โดยเฉพาะอาเทสแทนต์เพิ่งถูกซื้อกิจการโดยบิตไวซ์ และอยู่ระหว่างรีแบรนด์เป็น ‘Bitwise Onchain Solutions’
บล랙ร็อกเลือกแบบจำลองที่นำ ‘รางวัลสเตกกิ้ง’ ซึ่งโดยปกติจะสะท้อนอยู่ใน ‘มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV)’ ของกองทุน มาจ่ายออกให้ผู้ถือหน่วยในรูป ‘เงินปันผล’ แทน นักวิเคราะห์คาดว่ากำหนดจ่ายปันผลมีแนวโน้มเป็นแบบ ‘รายเดือน’ ตามที่เซย์ฟาร์ตประเมิน
‘ความคิดเห็น’ สำหรับนักลงทุนสถาบัน การได้รับ ‘เงินปันผลจากอีเธอเรียม(ETH)’ ผ่าน ETF ที่จดทะเบียนบนตลาดหลักทรัพย์ อาจตอบโจทย์ข้อจำกัดด้านการกำกับดูแลมากกว่าการไปสเตกกิ้งเหรียญด้วยตัวเองโดยตรง
แรงซื้อสถาบันอาจดันราคา ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ผ่านกลไกลดซัพพลาย
นักวิเคราะห์คริปโตรายหนึ่งอย่าง แอช คริปโต(Ash Crypto) มองว่าการถือกำเนิดของ ETHB อาจมีผลต่อโครงสร้างราคา ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะหาก ‘เม็ดเงินสถาบัน’ ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เขาระบุผ่าน X ว่า ผลตอบแทนจากการสเตกกิ้งในปัจจุบันราว ‘3% ต่อปี’ สามารถเป็น ‘เหตุผลใหม่’ ให้ผู้จัดสรรสินทรัพย์มืออาชีพหันมาแบ่งพอร์ตเข้าลงทุนในอีเธอเรียมผ่าน ETF ได้ไม่ยาก เพราะตอบโจทย์ทั้ง ‘โอกาสจากราคา’ และ ‘กระแสเงินสดสม่ำเสมอ’
แอช คริปโต ยังเน้นย้ำ ‘ด้านอุปทาน’ ของอีเธอเรียมเป็นพิเศษ
เขาอธิบายว่า
“เงินทุกดอลลาร์ที่ไหลเข้า ‘ETHB’ หมายถึงการที่กองทุนต้องไปซื้อ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ จากตลาด แล้วนำไปล็อกไว้ในระบบสเตกกิ้ง ส่งผลให้ ‘เหรียญที่หมุนเวียนในตลาดสpotลดลง’ ขณะที่ดีมานด์อาจทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นตามความนิยมของผลิตภัณฑ์ใหม่ ในมุมมองด้านอุปสงค์-อุปทานพื้นฐานแล้ว ย่อมสร้าง ‘แรงกดดันเชิงบวกต่อราคา’ ได้”
‘ความคิดเห็น’ โมเดลนี้ทำให้ ETHB มีบทบาทคล้าย “ตัวดูดสภาพคล่องของ ETH จากตลาด” หากเม็ดเงินสถาบันทะลักเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ราคาของ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ จึงอาจสะท้อนผลผ่านการหดตัวของซัพพลายที่เทรดได้
เมื่อมองภาพรวม การใช้งานอีเธอเรียมในหมู่สถาบันกำลังเร่งตัว
ข้อมูลเครือข่ายที่เปิดเผยในปีนี้ระบุว่า มี “สถาบันการเงินและเทคโนโลยีมากกว่า 35 แห่ง” ทั้ง บล랙ร็อก, เจพีมอร์แกน, ฟิเดลิตี เป็นต้น ที่ได้ออกผลิตภัณฑ์การเงินบนบล็อกเชนอีเธอเรียม ไม่ว่าจะเป็น กองทุนโทเคนไนซ์, เงินฝากบนเชน, รวมถึงบริการสเตเบิลคอยน์ต่างๆ
ณ เวลาจัดทำข่าว ราคาของ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 2,100 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 3% เมื่อเทียบกับ 24 ชั่วโมงก่อนหน้า และสูงกว่าช่วงเดียวกันของเดือนก่อนประมาณ 6% อย่างไรก็ตาม หากนำไปเทียบกับจุดสูงสุดตลอดกาลที่ราว 4,950 ดอลลาร์ ซึ่งทำไว้เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ยังถือว่ามีช่องว่างให้ราคาฟื้นตัวได้อีกมาก
นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงกำลังจับตา ‘ETHB’ ในฐานะ ‘จุดเริ่มต้นสำคัญ’ ของยุคใหม่ที่ ‘สเตกกิ้งอีเธอเรียม’ ถูกห่อหุ้มอยู่ในรูป ‘สินทรัพย์กระแสเงินสด’ ที่จดทะเบียนซื้อขายบนตลาดทุนแบบดั้งเดิม และอาจกลายเป็นต้นแบบให้ผู้จัดการกองทุนรายอื่นทยอยออกผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันตามมาในอนาคต
ในมุมของตลาดคริปโต การเติบโตของ ‘ETF ที่จ่ายปันผลจากสเตกกิ้ง’ อย่าง ETHB จึงไม่ใช่แค่การขยายตัวของ ‘ผลิตภัณฑ์ลงทุน’ เท่านั้น แต่ยังอาจเป็นปัจจัยหนุนโครงสร้างราคาและดีมานด์ของ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ในระยะยาวอีกด้วย
ความคิดเห็น 0